Tuesday, February 28, 2006

เมื่อแนวหน้าก่นด่าแนวหลัง

หลายคนคงไม่ทราบว่าจริงๆแล้วผมมีสิทธิใช้คำนำหน้าชื่อว่า “ว่าที่ร้อยตรี” (ผู้หมวด) เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการแห่งกองทัพบกไทย

ถูกต้องนะคร๊าบ ผมเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่บ้าพลังเรียน ร.ด. (นักศึกษาวิชาทหารนั่นแล) จนถึงชั้นปีที่ห้า ไม่ได้เรียนแค่ปีที่สามเพื่อให้ได้ สด. ๘ และไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารเท่านั้น

โดยมากพวกเรียน ร.ด. มักสังกัดกองทัพบกเหล่าทหารราบ (แม้ว่าตอนปีสี่และปีห้าผมจะเรียนวิชาทหารในกองพันทหารม้าที่ ๓ และ ๔ ตามลำดับ และรู้สึกถูกอกถูกใจคำขวัญของทหารม้าที่ว่า “ชักปืนช้า แก้ผ้าไว” เป็นอย่างยิ่ง ฮาๆๆๆ ก็ตาม ... กองทัพบกแบ่งออกเป็นหลายเหล่าครับ รู้สึกว่าจะ ๑๗ เหล่าเข้าไปโน่น) เขาถือกันว่า “ทหารราบนั้นคือราชินีแห่งสนามรบ” ส่วนราชาน่ะหรือครับ ทหารปืนใหญ่ครับ ที่ปืนใหญ่เขาเป็นราชาก็เพราะเขาไม่ต้องทำอะไร นั่งอยู่ ณ ที่ตั้ง รอทหารราบและทหารม้าที่ต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ออกไปทะลวงฟัน และส่งพิกัดมาให้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุน ไอ้ที่ตายโหงตายห่าน่ะราบกับม้าทั้งนั้น (ส่วนใหญ่จะเป็นราบเพราะม้ามันยังมี “ยานเกราะ” จำพวกจีเอ็มซี หรือฮัมวี่ย์คอยกำบังให้ตายช้า ตายยากสักหน่อย)

ในหมู่ทหารบกด้วยกันจึงมักมีโจ๊กประจำกองทัพเกี่ยวกับฉายาดังกล่าวว่า ราชานั่งรอในวัง ปล่อยให้ราชินีกับม้าเร็วไปรบด้วยกัน สุดท้าย ราชินีกับม้าเร็วนี่แหล่ะที่ร่วมกันสวมเขาให้ราชา ฮาๆๆ

ตอนที่ผมไปเข้าค่ายประจำปี ณ เขาชนไก่ ยุทธวิธีการฝึกทั้งหลาย ล้วนเป็นกลยุทธ์ของทหารราบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ “เข้าตี” “ตั้งรับ” หรือ “ร่นถอย” ก็ตาม

ก็ไอ้พวกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยวิถีโผ หมอบ คลานสูง คลานต่ำ นั่นแหล่ะ

การเข้าตีในฐานะแนวหน้าคือภารกิจหลักของเหล่าราชินีแห่งสนามรบ ไปเปิดพื้นที่ ไปยึดฐานฝ่ายตรงข้าม และไปตายก่อน (โปรดนึกภาพชายหาดนอร์มังดีในละครแบรนด์ ออฟ บราเธอร์ส หรือไอ้พวกทหารราบในเรื่อง สตาร์ชิพ ทรูปเปอร์)

จิตวิทยาในการรบจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในยามปฏิบัติภารกิจในฐานะแนวหน้า การปลุกเร้ากำลังใจ การเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ความองอาจห้าวหาญ การออกคำสั่งและการลงโทษผู้ขัดคำสั่งในสนามรบอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจหมายถึงการ “จำหน่าย” ออก จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

และไม่แปลกที่บรรดาแนวหน้ากล้าตายทั้งหลาย จะภาคภูมิใจในภารกิจของตนเป็นอย่างยิ่ง

เหรียญตรากล้าหาญ รวมไปถึงธงชาติที่คลุมบนโลงศพ การได้รับจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ ในนามวีรบุรุษ ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของคนกล้า

และไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงก่นด่าจากบรรดาผู้กล้าทั้งหลายต่อบรรดาทหารเหล่าอื่นซึ่งอยู่ในฐานะหน่วยสนับสนุน หรือเป็นกองหนุน รวมไปถึงฝ่ายเสนาธิการผู้วางแผนการรบ แม้กระทั่งกำลังพลในกองทัพอื่นที่ปฏิบัติภารกิจแตกต่างไปจากตน ซึ่งดูเหมือนจะเสี่ยง(ชีวิต) และเสียสละ (ชีวิต)น้อยกว่า (เห็นในหนังบ่อยๆที่ทหารราบแนวหน้า ก่นด่าบรรดานักบินในกองทัพอากาศทำนองแค่โฉบไปโฉบมาทิ้งระเบิดตูมๆแล้วก็เปิดตูดหนี ดีไม่ดีทิ้งใส่กบาลพวกเดียวกันอีก)

ในยามนั้นผมเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาแนวหน้าก่นด่าแนวหลังข้างต้นเหมือนกันนั่นแหล่ะ พาลสำคัญตนไปเสียไกลด้วยว่า เป็นผู้กล้า ผู้เสียสละอย่างแท้จริง เป็นผู้กุมชะตาแพ้ชนะทั้งหมดของการรบ หรือเป็นศูนย์กลางของการรบทำนองนั้น

อาจจะเพราะช่วงนั้น ภารกิจของทหารราบดังกล่าวค่อนข้างจะถูกจริตของผมที่เป็นพวกดื้อด้าน ใจร้อนด่วนเร็ว และเจ้าอารมณ์ (ขี้โมโห) กอรปกับเป็นพวกนิยมแนวถึงไหนถึงกัน การซื้อใจกัน ความเป็นพี่น้องกอดคอร่วมเป็นร่วมตาย (ซึ้งใจวัยรุ่นจริงๆ) ด้วยนั่นเอง

เอาเป็นว่าถ้าให้มีหมายเรียกรวมพลให้ไปร่วมรบในกรณีฉุกเฉิน ณ นาทีนั้นผมคงรีบยกมือแนบหูเพื่อขอเข้าร่วมเป็นนายทหารในเหล่าราบ เพื่อวิ่งตะบัน เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ในแนวรบด้านหน้าเป็นแน่ พร้อมกับตะโกนก้องฟ้าว่า “ตายในสนามรบ...เป็นศพของทหาร” เอ๊ยยยยไม่ใช่ “ตายในสนามรบ เป็นเกียรติสูงสุดของทหาร” ต่างหาก

แต่พอกาลเวลาผ่านไป พร้อมกับการเติบโตขึ้นทั้งภายในและภายนอกของตัวผมเอง ทำให้ผมรู้ว่าผมมีข้อจำกัดมากมายในการปฏิบัติภารกิจในนาม “แนวหน้า” ผมไม่มีความกล้าบ้าบิ่นขนาดหิ้วปืนประจำกายกระบอกเดียววิ่งฝ่าฝูงข้าศึก ผมไม่มีความกล้าขนาดจะยิงอาวุธประจำกายเด็ดหัวฆ่าศึกในระยะประชิด แล้วไม่ยินดียินร้ายกับภาพอันสยดสยองขมองระเบิดที่เกิดตรงหน้า ผมไม่กล้าขนาดจะเด็ดหัวผู้หญิงและเด็กยามล่วงรู้ว่าคนเหล่านี้คือไส้ศึกของฝ่ายตรงข้ามมาล้วงความลับ

ผมไม่เด็ดเดี่ยวพอที่จะทิ้งทุกอย่างอยู่ ณ เบื้องหลัง พ่อ แม่ ครอบครัว และคนที่รัก เพื่อแลกกับเกียรติยศ เหรียญตรากล้าหาญ และธงไตรรงค์คลุมโลงศพ พร้อมกองทหารเกียรติยศที่เป่าแตรรอรับร่างอันไร้วิญญาณของผมคืนสู่มาตุภูมิ

หากผมจะเข้าประจำการในกองทัพ ผมคงเลือกเป็นนายทหารพระธรรมนูญตามวิชาที่ผมถนัด หรือไม่ก็ไปเป็นอาจารย์สอนกฎหมายในโรงเรียนนายร้อยซะ

ผมเริ่มรับรู้ในภายหลังมานี้ว่าผมชอบนั่งโต๊ะ อยู่กับกองเอกสาร มากกว่าลงพื้นที่ห้ำหั่น ซึ่งถึงทำได้ก็คงไม่ดี

จริงๆจะให้เป็นเสนาธิการทหารวางแผนการรบก็ใช่ที่ เพราะผมเองก็ขาดสิ่งที่เรียกว่าไหวพริบ และกลยุทธ์อย่างแรง กว่าจะวางแผนเสร็จคงตายห่ะ กันทั้งกองทัพแล้ว (ตกลงแล้วเป็นไรดีวะเนี่ย เหลือบกองทัพนี่หว่า ฮาๆๆ)

ผมยังคงเชื่อเสมอว่า แม้ภารกิจในแนวรบส่วนใหญ่จะผูกพันและตั้งความหวังไว้ที่เหล่าผู้กล้าทหารราบ “ราชินี” แห่งสนามรบ แต่หากขาดไร้การวางแผนและการสนับสนุนที่ดีของบรรดาเหล่าอื่น ไม่ว่าจะเป็น เหล่าแพทย์ สื่อสาร ปืนใหญ่ ม้า เสนาธิการ หรือแม้แต่พระธรรมนูญ การรบให้ชนะก็คงยากเย็นหรืออาจเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพอื่นไม่ว่าจะเป็น เรือ อากาศ แม้แต่ตำรวจ (โดยเฉพาะต.ช.ด หรือ ตำรวจตระเวนคอนโด เอ๊ย...ตำรวจตระเวนชายแดน) หรือแนวหลังอย่างประชาชน ญาติพี่น้อง พ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง (ซึ่งทุกคนก็พร้อมจะกลายเป็นกองหนุนจับปืนวิ่งเข้าสนามรบยามถึงคราวจำเป็นเมื่อแนวหน้าลาโลกไปหมด)

ในชีวิตจริงมันไม่มีหรอกครับ ไอ้ทหารเดนตายพวกแรมโบ้ หรือคนเหล็ก คนเดียวตะลุยเดี่ยวถล่มข้าศึกฝ่ายตรงข้ามเป็นร้อยเป็นพัน พร้อมกับเก็บเกี่ยวอารมณ์เป็นปมข้างในทำนองน้อยใจ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเห็นถึงความสำคัญและความเสียสละที่ตนมีต่อบ้านเมือง ขอกำลังสนับสนุนมันก็ไม่ให้ ขอเครื่องบินมันก็เงียบ ขอปืนใหญ่มันก็ให้หล่อเอง ชะเอิงเงิงเงย

ไอ้พวกนั่งห้องแอร์ สั่งคนให้ไปตาย ตัวเองไม่เคยคิดจะเสี่ยง ไอ้ชาตินก ไอ้ fly a kite ทางปัญญา ไอ้หน้าตั่วเฮีย ไอ้พวกเห็นแก่ตัว ไอ้ ฯลฯ

ผมเชื่อว่าในการรบสมรภูมิหนึ่ง ชัยชนะหาใช่พึ่งพาแต่การปฏิบัติภารกิจของเหล่าทหารราบ ผู้เสียเลือดเสียเนื้อในแนวหน้าไม่

ต่างคนต่างมีบทบาท มีภาระหน้าที่เพื่อนำพากองทัพไปสู่ชัยชนะต่างกัน เสนาธิการนั่งห้องแอร์ยันไอ้เณรพลขับก็มีส่วนรับผิดชอบในการแพ้และชนะในสนามรบเช่นกัน และใช่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีความกล้าหาญ และความสามารถน้อยไปกว่าทหารราบผู้เสี่ยงชีวิตในแนวหน้าแต่อย่างใด

ความแตกต่างในธรรมชาติของการทำหน้าที่จึงมิใช่ข้ออ้างในการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน ในสนามรบ จะเรียกร้องให้ทหารราบที่ต้องพบเห็นและต้องทักทายความตายอยู่ตลอดวินาที ต้องกระทำตนอย่างสุภาพ เวลาสั่งการอย่าตะโกนอย่าตะคอก อย่าดุด่า อย่าออกคำสั่ง ให้ขอความร่วมมือก็คงเป็นไปไม่ได้

การรู้จักบทบาทหน้าที่ และกาลเทศะ จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะอยู่ในสนามรบหรือสนามรัก (แหว่ะ อ้วก)

ผมเชื่อว่าในจุดมุ่งหมายเดียวกัน หลายคนมีแนวคิด มีวิถีทางที่ต่างกัน

และในความเป็น “ทหาร” และ “เลือด” “ชีวิต” “จิตใจ” แห่งความเป็นทหาร แม้จะอยู่เหล่าไหน แต่หากจำเป็นและถึงเวลาทุกคนก็พร้อมแปลงสภาพ จากหมอ นักกฎหมาย นักสื่อสาร นักยิงปืนใหญ่ นักบิน กัปตันเรือ ก็กลายเป็นทหารราบจับปืนวิ่งสู่แนวหน้าเช่นได้เช่นกันครับ

หนทางสู่ชัยชนะในสนามรบ หาใช่จำกัดอยู่เพียงภารกิจของทหารราบฉันใด

เส้นทางสู่ความรักชาติ ก็หาใช่ผูกขาดเพียงเส้นทางเดียวฉันนั้น

14 Comments:

Blogger carré de mim said...

เขียนดีแล้วต้อง สมกับที่เรายุยงส่งเสริมทุกประการ เราอ่านไปกินสตอเบอรี่วิปครีมไป แสนเพลิดเพลินใจ อ่านแล้วรื่มรมย์ดีมาก สมดังเจตนาของต้องที่ให้ให้ฮา
ฮา เดียว หรือ ฮา ฮา ฮา ก็ไม่รู้ (อิอิ)
....
เราโตมาในครอบครัวทหาร
สิ่งที่เราเห็นและได้ยินเสมอคือประโยคที่พ่อมักพูดว่า "พวกนี้น่าสงสาร"
พ่อมักจะพูดถึงทหารนายสิบหรือประทวนเสมอๆว่าพวกเค้าน่าสงสาร เพราะค่าตอบแทนก็ต่ำ ฝึกก็หนัก ตายไปก็ไม่ได้อะไรมากมาย นอกจากเกียรติและศักดิ์ศรี
แต่ก้เป้นสิ่งที่เค้าเลือกแล้ว
คนเรามีสิทธิตัดสินใจตามที่ตนอยากทำ หรือ ตัดสินใจตามข้อมูลที่มีอยู่จำกัดได้ทั้งนั้น
พ่อจะบอกเราเสมอว่า เวลามีลูกน้องคนไหนตาย ยิ่งเป็นแนวตายในหน้าที่ หรือตายแบบดังๆ (จับคอมมิวนิสต์ จับยาบ้า ฯลฯ)ที่มีสื่อมวลชนมาเยอะๆ ผู้ใหญ่มาให้ข้าวให้ของแล้ว ต้องเรียกให้หนักๆ
เพราะว่าคนตายจะมีค่าความตายเพียงแค่ก่อนเผา
แต่หลังจากเผาแล้วนานไปทุกคนก็ลืม
ก็มีแต่การช่วยเหลือตอนต้นๆที่จะได้รับ
แล้วก็มีแต่คำว่าเกียรติและศีกดิ์ศรีที่ลูกเมียเดินถือไว้ ลูกเมียลำบากก็ต่อสู้กันไป เพราะเดินตามทางที่สามีตัดสินใจ
สมัยก่อน คอมมิวนิสต์เยอะแยะทางภาคใต้
พ่อเราก็ต้องเข้าป่า ไปจับคอม.จับโจรใต้ตามทางการสั่ง
เราเคยถามแม่เหมือนกันว่า แม่ไม่กัวเป็นหม้ายสามีตายเหรอ
แม่ก้บอกว่า ไม่หรอก เพราะตัดสินใจแล้ว เมื่อเลือกที่จะเป็นเมียทหาร อีเรื่องตายนี่ก็ไม่ต้องมาคิดให้เปลืองสมอง
จะว่าไปก็ทุกอาชีพแหละ มีความเสี่ยงเสมอกัน
เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องตายทุกคน
สิ่งที่น่าสนใจคือ เลือกที่จะตายยังไง
แนวหน้าอาจบอกว่า ตายแบบแนวหน้าดีก่า อย่างน้อยก็มีเกียรติ ดีกว่าอยู่แบบไร้บทบาทแบบแนวหลัง
แนวหลังก็อาจจะบอกว่า อยู่แบบแนวหลังดีก่า เพราะแนวหลังมีสิทธิเลือก รีบตายไปทำไม ยังไม่ทันอยู่ดูลูกใช้วิชาการที่เรียนมา หรือ มีอาชีพเลย
ก็แล้วแต่จะคิดกันไป
สิ่งหนึ่งที่น่าจะยอมรับ คือ การเปิดกว้างทางความคิด และไม่ไปประเมินคนอื่นที่ไม่เหมือนตัวเองว่าผิดมากกว่า
คนเรามีทางของตัวเอง จึงโปรดเคารพการตัดสินใจของผู้อื่นด้วย
เราคิดว่าการล่วงละเมิดการตัดสินใจของผู้อื่น กับการตักเตือนด้วยความหวังดีเป็นคนละเรื่องกัน
แต่หากใครอคติบังตาจะเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน
ก็นับว่าตามสบายใจ
นั่นก็เป็นทางของเค้าเหมือนกัน ทางออกก็คือ
เดินคนละทางกันละกันนะ จะได้ไมมีปัญหา
....
ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา (เกือบปีแล้วสิ)
ที่เรากะต้องต่างกันมาเสมอ แต่เราไม่เคยรบกันเลย
มีแต่ทักท้วง ตักเตือน ทำให้เย็นลง ตามประสา "มิตร"
แต่...
"เพื่อนสนิท" น่ะ ยังมาไม่ถึงเลยนะ
มันจะโกรธกันก็งานนี้แหละ
เฮ้อ..

3:15 AM

 
Anonymous ศรัทธา said...

ลึกซึ้งเกินกว่าข้าน้อยจะเข้าใจ ไม่ทราบว่าพี่ท่านกำลังเปรียบเทียบกับสถานการณ์ใดอยู่ขอรับ?

3:24 AM

 
Anonymous yodmanud^ying said...

เขียนเรื่องเดียวกันนี้ ในไดอารี่พี่อ่ะค่ะ

4:27 PM

 
Blogger Etat de droit said...

เห็นด้วย

หวังว่าบล็อกมึงคงไม่ระเบิด

6:10 PM

 
Anonymous นกซิลล่า said...

^^

อ่านแล้วได้อารมณ์ชิลชิลตามที่ท่านโฆษณาไว้

แนวหน้า หรือแนวหลัง
ต่างก็สำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ทุกคนมีวิถีทางที่ต่างกัน
แต่เพื่อจุดหมายเดียวกัน
คือให้ประเทศชาติพัฒนาขึ้น

7:09 PM

 
Anonymous Anonymous said...

ดินดีเพราะหญ้าปก ป่ารกเพราะเสือมี
หญ้างามเพราะดินดี เสือมีเพราะป่าบัง ฯ

(สุภาษิต นี้ได้ยินมาจากทีวี ฟังแล้วชอบ)


pattaya

11:59 PM

 
Blogger pariNYa said...

เคยได้ยินบทสนธนากับเสนาธิการใหญ่ทางทหารกับผู้ใหญ่ที่ผมเคารพในคำถามที่ว่า
"ทหารทำไมต้องมีเยอะแยะ งานการวัน ๆ ก็ไม่ทำอะไร"
ท่านเสธฯ ตอบว่า
"ประเทศนั้น หากโดนโจมตีก่อนแล้ว ในการโจมตีครั้งแรก เราอาจเสียทหารไปครึ่งหนึ่ง แต่เราต้องมีกำลังที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งไว้เพื่อโจมตีกลับ"

"...กูจะสู้ แม้รู้ว่าพวกกูน้อย สู้ไม่ถอย แม้รู้ว่าจะดับสลาย
แผ่นดินนี้ พ่อกูอยู่ ปู่กูตาย กูสุดอาย หากเสียที ไพรีครอง..."
แม้เพลงนี้ร้องกันในโรงเรียนนายร้อย
แต่ความหมายไม่ได้อยู่แค่โรงเรียนนายร้อยครับ

"...กูสุดอาย หากเสียที ไพรีครอง..."

12:31 AM

 
Blogger carré de mim said...

แหม บล๊อกตอนนี้ภูมิใจเสนอจริงนะต้องนะ
มิ้มออกไปข้างนอกแป๊บเดียว กลับมาออนไลน์ใหม่ พบว่ามีรูปมีแถมด้วยแล้ว
แหม..น่าให้รางวัลบล๊อกเกอร์ดีเด่นไหมเนี่ย
(อิอิ)

11:27 AM

 
Blogger Soulseeker said...

เมื่อดุ่มเดินออกรบราและจับศึก
ใจสุดคึกแล่นคะนองหวังปองผล
คือชัยชนะที่ได้มาโดยฆ่าคน
แต่สุดท้ายสงครามคืออะไร

ข้าสับสนงุนงงในลึกจิต
มือข้าเปรอะเลือดชีวิตที่หาไม่
นี่ข้าเชือดข้าเข่นฆ่าเพื่อสิ่งใด
หากมิใช่"ความเชื่อ"ในความดี

แต่จริงหรือที่ความดีต้องเปรอะเลือด
ทำไมสุขจึงแห้งเหือดกลายเป็นผี
ความระทมจากชีวิตที่ต้องพลี
ปักยืนเด่นกลางชีวีของตัวข้า

หรือจริงแล้วที่มนุษย์ต้องหำหั่น
เพราะสู้เพื่อเป้าหมายคลั่งทำคนบ้า
ฆ่าเพื่อธรรม?ธรรมเพื่อฆ่า?ดำรงค์มา
แล้วนี้ข้าคงเป็นบ้าเพราะ"สงคราม"

จากเด็กงงๆคนหนึ่งครับ

2:30 AM

 
Blogger Crazycloud said...

อัดที่บล็อกพี่ตรงๆก็ได้

อ่านพี่ กรุณาอ่านตอนแรกๆตั้งแต่ ประณามพจน์เรื่อยมา

มันมีแนวหลังสังฆัง ทะเร่อทะร่า เข้ามาเล่นแนวหน้าก่อน

อย่างนี้ไอ้หนูต้องเข้าใจผิดแล้ว

แนวหน้าจะบุก แนวหลังสนับสนุน

แนวหลังหาได้เข้าใจแนวหน้าไม่ เหนื่อยจะตายยังจะมาตีฝีปาก

ที่เห็นมีแต่แนวหลัง สังฆัง นั่งแก้ตัวกันอยู่ร่ำไป

ทักษิณมันกินประเทศมาห้าปี กินทุกที่ทุกถิ่น ขอเชิญไอ้น้องชาย สุดยอดแห่งเหตุผล นั่งเกาสังฆังต่อไปในค่ายแล้วกัน

น้องคันของน้องพี่ไม่ว่า อย่าเอามาป้ายใส่พี่ พี่ไม่ชอบ

ท่านก็รู้ว่า ข้ามันแนวหน้า ข้าจะบุก ต้องการกำลังใจฮึกเหิม แผนข้ามี อย่าดูแคลน แล้วจะรู้ว่าเจ้ายังเยาว์นัก

แผนการต่างๆหลังการยุทธ จะเล่าให้ฟัง

มีทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่ปรึกษา กำลังพล มิใช่เดินเดี่ยว

เหตุผลเดียวที่ข้า ด่าแนวหลัง

เพราะ แนวหลัง เป็นบัณฑิตที่สังคมคาดหวังสูง

เพราะแนวหลัง ดัดจริต ไม่เข้าใจว่าสอนชาวบ้านสอนอย่างไร ให้เขาเข้าใจ เคยสอนหนังสือกันมากน้อยแค่ไหน

เพราะแนวหลัง ไม่รู้ แทคติก การพูดของพี่ ถามหน่อยกับชาวบล็อก เวลาเจอกัน ข้าเคยใช้คำหยาบ ดูถูกใครหรือไม่ ในขณะที่บางคนวางภูมิยังกับเป็นพระพุทธเจ้า

และถามหน่อย ไอ้คนที่ปากแกร่งทั้งหลาย เคยออกรบหรือส่งกำลังบำรุงให้พี่ไหม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอบอกว่าที่ด่า กันเมามัน

น้อยไปด้วยซ้ำ

น้อยไปสำหรับ

ความทุกข์ยากของคนจน

ความทุกข์ยากของคนที่ทักษิณมันหลอก

เมื่อข้าเรียกรวมใจ ไม่มีเห็นมีชาวบล็อก แม้กระทั่งน้องโผล่มาให้กำลังใจก็ยังดี แต่อาจจะไม่ได้อ่าน

ส่วนการตัดสินใจเลือก ท่านมีสิทธิที่จะวิจารณ์

ส่วนผมก็มีสิทธิที่จะด่าท่าน บนพื้นฐานของผม

และท่านก็มีสิทธิที่จะด่าผมกลับได้

ด้วยความรัก

จากแนวหน้า ผู้เหน็ดเหนื่อย กับ แนวหลัง

อย่าใช้เหตุผลมากเกินไป จงใช้ใจส่องดู ความทุกข์ยากของประชาชน

10:22 PM

 
Blogger บุญชิตฯ said...

มาเกาสังคัง แกรก แกรก...

อู้ยยย คันจัง

11:01 PM

 
Blogger บุญชิตฯ said...

นึกถึงสมัยตอนสงครามธงเขียวน่ะครับ
ตอนที่รบกันเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

พี่เที่ยวเอา "เครื่องแบบ" ริบบิ้นเขียวไปติดจนทั่วแนวรบ

แจกคนตามท้องถนน

ไปร่วมทัพ เป็นทหารเลว ร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ถึงกับด่าเพื่อนๆ ที่ไม่ไปว่า เออ มึงไม่อยากทำเพื่อชาติ ก็รอตรงนี้ ติดริบบิ้นเชียวไปละกัน ตัวกูกูไปเอง
(ลองถามพวกเพื่อนร่วมกลุ่มผมดูก็ได้ สำหรับคนที่รู้จักและทันกันที่คณะ)

ตอนที่ชูมือที่มีริบบิ้นเขียวขึ้น ตอนที่แจกริบบิ้นให้คนบนรถเมล์

แหม มันภูมิใจ๊.. ภูมิใจที่ได้ทำเพื่อชาติ

รู้สึกว่า กูนี่แล้ว ทำให้มีรัฐธรรมนูญขึ้นมา
คนตัวเล็กๆ อย่างกูนี่เอง...

พอมาวันนี้ ก็ย้อนมาขำตัวเอง
...
เออ เราไปติดภาพของสัญลักษณ์มากไป
เรานี่รักชาติกึ่งสำเร็จรูปจริงๆ
แค่ลงทุนซื้อริบบิ้นเชียวแจก แค่ไปช่วมชุมนุมนิดๆหน่อยๆ ก็ตู่เอาว่ากำลังกู้ชาติ ช่วยชาติได้
...
หลังภารกิจนั้น ผมเก็บริบบิ้นเขียวไว้เป็นที่ระลึก
เมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ ผมก็มานั่งยิ้ม
ริบบิ้นอาจจะหายไป
แต่บทเรียนมันยังอยู่

ว่าการรักชาติ สู้เพื่อชาติ ไม่ต้องทำอะไรที่เหมือนกับ "พิธีกรรม" แบบนั้นก็ได้

11:09 PM

 
Blogger Crazycloud said...

สิ่งที่ท่านพี่ทำ นั้นประเสริฐนัก

ขอท่านอย่าขบขันตัวเอง สังคมดีเกิดจากเจตนาดีของคนเล็กๆ

ผมรู้ว่าพี่เหนื่อย แต่มีคนจนตาดำๆอยู่เต็มไปหมด

มีนายทุนเปรตเต็มไปหมด

ผมมองว่าริบบิ้นสีเขียวช่างงามนัก

มิใชสอพลอขอโทษ แต่ชื่นชมจริง

9:13 AM

 
Anonymous yodmanud^ying said...

แวะมา HBD เจ้าของบล็อกจ้า

ขอให้มีความสุขมากๆเลยนะจ๊ะ ^_^

3:25 AM

 

Post a Comment

<< Home