Tuesday, January 31, 2006

ป่าช้าแห่งความงาม



“มณเฑียรทเกือกแก้ว แถวทงัน
งามเงื้อนแมนมาสวรรค์ แต่งตั้ง
วิหารสมเด็จอิน โอภาษ
ทุกชั่วชนยลยั้ง อยู่เพี้ยงพิศวง
สรรญเพชญ์ปราสาทต้าน หวงหน
ชวยโชติบร้ายอำพล เพริศแพร้ว
มกุฎพิมานมน หิรเทพ เทียมฤา
โรงเรียนโรงคชแล้ว ถี่ถ้วนงามสม”





“เมื่อถึงเขตพระราชวัง แลเห็นปราสาทราชมณเฑียรล้วนปิดทองอร่าม...เจ้าพนักงานจึงนำทูตานุทูตเข้าไปในพระราชวังผ่านประตู ๒ ชั้น ที่ประตูประดับประดาด้วยสีทองและสีอื่นๆ เมื่อล่วงประตูชั้นที่สองเข้าไปก็ถึงพระที่นั่ง (สรรเพชญ์ปราสาท) สองข้างมุขเด็จพระที่นั่ง มีรูปภาพต่างๆ ตั้งไว้คือ รูปหมี รูปราชสีห์ รูปรากษส รูปโทวาริก รูปนาค รูปพิราวะยักษ์ รูปเหล่านี้ล้วนปิดทองตั้งอย่างละคู่ ตรงหมู่รูปขึ้นไปเป็น (มุขเด็จ) ราชบัลลังก์ สูงประมาณ ๑๐ คืบ ตั้งเครื่องสูงรอบ (มุขเด็จ) ราชบัลลังก์นั้นผูกม่านปักทองงามน่าพิศวง ฝาผนังพระที่นั่งก็ปิดทอง บนราชบัลลังก์ตั้งบุษบกที่ประทับ เสด็จออกที่บุษบกนั้น พวกทูตานุทูตที่เข้าเฝ้า ราชทูตถวายพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการเสร็จแล้ว พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงพระกรุณาพระราชทานอนุญาตให้พวกทูตานุทูตไปเที่ยวดูสถานที่ต่างๆในพระราชวังต่อไป”





“ประกอบด้วยโภชนากระยาหาร ทุกถิ่นฐานบริบูรณหนักหนา
อยู่เย็นเป็นสุขทุกทิวา เช้าค่ำอัตราทั้งราตรี
ประหนึ่งว่าจะไม่มีค่ำคืน เชยชื่นเป็นสุขเกษมศรี
................................. ......................................
แสนเสียดายภูมิพื้นกรุงศรี บริเวณอื้ออลด้วยชลธี
ประดุจเกาะอสุรีลงกา ....................................
................................ ......................................
คิดมาก็เป็นที่อนิจจัง ด้วยกรุงเป็นที่ตั้งพระศาสนา
ทั้งอารามเจดีย์ที่บูชา ปฏิมาฉลององค์พระทรงญาณ
ก็ทลายยับยุ่ยเป็นผุยผง เหมือนพระองค์เสด็จดับสังขาร
ยังไม่สิ้นศาสนามาร ทั้งเจดีย์วิหารก็สูญไป
เสียดายพระนิเวศน์บุรีวัง พระที่นั่งทั้งสามงามไสว
ตั้งเรียบระเบียงชั้นเป็นหลั่นไป อำไพวิจิตรรจนา
มุขโถงมุขเด็จมุขกระสัน เป็นเชิงชั้นลวดลายล้วนเลขา
เพดานในไว้ดวงดารา ผนังฝาดาดแก้วดังวิมาน
ที่ตั้งบัลลังก์แก้วทุกองค์ ทวารลงอัฒจันทร์หน้าฉาน
ปราบพื้นรื่นราบดังพระลาน มีโรงคชาธารตระการตา
ทีมดาบคดลดพื้นกำแพงแก้ว เป็นถ่องแถวยืดยาวกันหนักหนา
เป็นที่แขกเฝ้าเข้าวันทา ดังเทวานฤมิตประดิษฐ์ไว้
สืบราชวงศ์กษัตริย์มาช้านาน แต่บุราณแล้วไม่นับพระองค์ได้
พระที่นั่งซึ่งตั้งอยู่ข้างใน มีสระชลาลัยชลธี
ชื่อที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ ที่ประพาสมัจฉาในพระศรี
ทางเสด็จเสร็จสิ้นสารพันมี เป็นที่กษัตริย์สืบมา
ก็สูญสิ้นศรีมลายหายหมด จะปรากฏสักสิ่งไม่มีว่า
อันถนนหนทางมรรคา คิดมาก็เสียดายทุกสิ่งอัน
ร้านเรียงเป็นระเบียบด้วยรุกขา ขายของนานาทุกสิ่งสรรค์
ทั้งพิธีปีเดือนทุกคืนวัน สารพันจะมีอยู่อัตรา
ฤดูใดก็ได้เล่นเกษมสุข แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา
ตั้งแต่นี้แลหนาอกอา อยุธยาจะสาบสูญไป
จะหาไหนได้เหมือนกรุงแล้ว ดังดวงแก้วอันสิ้นแสงใส
นับวันแต่จะยับนับไป ที่ไหนจะคืนคงมา”





“...เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปรุษย์จะแพ้แก่ทรชน มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก
ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า เพราะจันทานมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์ เพราะสมัคสมาคมด้วยมายา
พระมหากษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาท ประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา
อาสัจจะเลื่องฦชา พระธรรมาจะตกฦกลับ
ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญ จะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ
ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์ สัปรุษย์จะอับซึ่งน้ำใจ...”





“ปิ่นณรงค์ทรงขับช้าง ทอดพระเนตรเวียงร้าง
อีกทั้งวังโรย

ณ ซากตึกนึกน่าแค้น อิฐหักตากปูนแม้น
ป่าช้าแห่งความ งามแฮฯ

ปราสาทเคยผงาดฟ้า ยอดเยี่ยมเอี่ยมโอ่อ้า
ฟุบเฟี้ยมเทียมธุลีฯ

พระสถูปพุทธรูปล้วน หล่นสลายปลายด้วน
แม่นแม้นมารทำฯ

2 Comments:

Anonymous yodmanud^ying said...

เห็นแล้วอยากไปจังค่า ไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว
ขอบคุณนะที่เอารูปมาฝาก (พร้อมโครงกลอน+คำพูดที่ดูขลังเป็นอย่างยิ่ง)

10:38 AM

 
Anonymous นกซิลล่า said...

ลองนึกถึงภาพสมัยก่อนที่ยังรุ่งเรือง

คงมลังเมลืองไปทั้งเมืองเนาะ

ขนาดรูปสมัยนี้ยังดูโอ่อ่า ใหญ่โตเลย

5:59 PM

 

Post a Comment

<< Home