Tuesday, February 21, 2006

สื่บเนื่องจากวัฒนธรรมทางลัดและข้อจำกัด (ของผม)

ผมก็เคยตกเป็นเหยื่อของมะเร็งตัวนี้เหมือนกัน และผมเชื่อว่าในตอนเด็กวัยเยาว์ เราเกือบจะทุกคนมักข้องแวะกับมะเร็งตัวนี้มาแล้วทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างตามจังหวะชีวิตและเหตุปัจจัยเกื้อหนุน

ในวัยเยาว์ ผมเคยผ่านกระบวนการติว หรือกวดวิชามาสารพัด กวดกันตั้งแต่ประถม ยันช่วงชีวิตแห่งการเอนทรานซ์(ซึ่งสมัยนี้ล่วงไปในระดับเตรียมอนุบาลกันแล้วครับ)ตามประสาของระบบการศึกษาแบบทุนนิยม ที่เน้นการแข่งขัน และผลกำไร เอ๊ย ผลการเรียนเป็นตัวชี้วัดหรือกำหนด

สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบนะครับ แต่สำหรับผมแล้วมันไร้ผลอย่างสิ้นเชิงครับ อาจเป็นไปได้ด้วยหลายเหตุผล

ผมไม่มีฉันทะในการเรียนขณะกวดวิชาอย่างแท้จริง อารมณ์ตามเพื่อน กลัวไม่ทันเพื่อน กระทั่งคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ หากไม่กระทำตามแล้วจะเกิดความรู้สึกผิดในใจ (ทำนองเดียวกันกับการเกิดขึ้นของกฎหมายจารีตประเพณีกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายประเภทแรกของมวลมนุษยชาติ)

หรือแม้แต่เพื่อเปิดกะลาตามประสานักเรียนชานเมือง สู่โลกกว้าง ตามสถานที่กวดวิชาที่มักตั้งตัวเองอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า "ศิวิไลซ์" เช่น สยาม ฯลฯ

นอกจากนั้นการเรียนแบบกวด อัด ลัด นั้นอาจได้ผลสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานแน่นพร้อมแล้ว แค่เพียงฝึกให้แหลม ลับให้คมเพื่อลงสนามสอบ (ตามกติกา และระบบการศึกษาที่เน้นเทคนิคการสอบมากกว่าการรู้จริงของไหแลนด์) แต่สำหรับผมผู้มีอัตราเร่งในการทำความเข้าใจประมาณสี่เต่าคลานนั้น...ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางการศึกษาของผมอย่างเด่นชัด หากไม่กลับมาทำความเข้าใจ ย่อย วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเองนั้น เข้าทางไหน ก็ออกทางนั้นครับ

ชีวิตการเรียนของผมเข้ารูปเข้ารอยเมื่อผมจับจังหวะในการเรียนของตัวเองได้ และเรียนรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเอง (ซึ่งนั่นก็ปาเข้าไปในช่วงชีวิตที่สุนัขเลียทวารไม่ถึงแล้วครับ) ผมเรียนรู้ว่าในชีวิตการเรียนของผมไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ และผมก็ไม่ใช่คนที่เข้าใจอะไรง่ายๆด้วย ผมไม่สามารถมองภาพได้ทะลุปรุโปร่งเพียงแค่เปิดจิ๊กซอว์เพียงสองสามชิ้น

ผมไม่สามารถเล่นเกมส์ทายปัญหาเชาว์ หรือทายความสัมพันธ์ของตัวเลขในเชิงอนุกรมแบบเกมส์ไอคิวร้อยแปดสิบของปูนซีเมนต์ไทยได้เลย อีกทั้งเกมส์หมากกระดานทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ผมเบือนหน้าหนีทุกครั้งยามมีผู้กวักมือเรียกให้ร่วมวง แม้แต่เล่นโอเอ๊กซ์ก็ถือว่ามหาหินสำหรับผม มิพักต้องคิดไกลไปถึงหมากล้อม

ผมจึงเป็นคนที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น หากต้องการผลลัพธ์ที่เท่ากันเสมอโดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา

การเดินทางไกล และการทำงานหนัก อีกทั้งการสูญเสียเวลาที่มากกว่าชาวบ้านนั้น พอทำบ่อยเข้ามันก็เริ่มชิน (เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์และจิตเดิม...สันดานน่ะครับ ของผม) เหนื่อยน่ะเหนื่อย แต่รู้ตัวว่าหากไม่ทำเยี่ยงนั้น เราไม่มีวันเข้าใจได้เลย และจะไร้ความมั่นใจอย่างสิ้นเชิงยามต้องวัดผล หรือสอบแข่งขัน หรือแสดงผลงาน ฯลฯ

มันเลยกลายเป็นโรคจิตชนิดติดตัวถาวร ไม่ว่าวิชาที่ร่ำเรียนจะมีค่าหน่วยกิตกระจิดริดเพียงใด เป็นวิชาบังคับหรือเลือก ง่ายหรือยาก ผมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมันเท่ากัน ใช้วงรอบในการทำความเข้าใจเท่ากัน รูปแบบในการทำความเข้าใจเดียวกัน

หรือแม้แต่การทำความเข้าใจเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งนั้น ผมจำเป็นต้องนั่งอ่านตั้งแต่หลักการพื้นฐานไล่มาจนถึงประเด็นที่ผมต้องการศึกษาทีเดียว ถ้าข้ามขั้นเมื่อไหร่ ทุกอย่างเป็นอันพังทลาย นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมทำงาน หรือผลิตงานได้ช้ามาก (เรื่องนี้เจ้าหนี้ของผมทุกรายล้วนทราบดี ไล่เรียงตั้งแต่อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เฮียป.ป.บรรณาธิการจำเป็นโอเพ่นออนไลน์ ผู้บังคับบัญชาที่ทำงาน เลขาฯโครงการวิจัย แม้แต่คณะบรรณาธิการของวารสารตรวจเงินแผ่นดินก็โดนแล้วเช่นกัน...หรือนี่อาจเป็นเพียงข้ออ้างของผู้ที่มี ”จิตเดิม” แห่งความเฉื่อยและขี้เกียจอย่างผมเท่านั้น)

อาจด้วยเหตุผลแห่งอัตตาของผมดังกล่าวก็ได้ จึงทำให้ผมมีอคติค่อนข้างไปทางชิงชัง วัฒนธรรมทางลัดดังกล่าว

เมื่อวัฒนธรรมทางลัดนั้นเปรียบได้ดั่งมะเร็งร้ายของระบบการศึกษา รวมไปถึงค่านิยม หรือวัฒนธรรมในการดำรงตนของคนในสังคม การกำกับควบคุมหรือรักษาให้ทุเลาเบาบางลงจึงอาจเทียบเคียงได้กับการรักษามะเร็งอันเป็นเนื้อร้ายของร่างกายเช่นกัน

มะเร็งอันเป็นเนื้อร้ายกัดกร่อนร่างกายมนุษย์นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกผู้ทุกนาม เมื่อเหตุและปัจจัยเหมาะสมสำหรับมัน การไม่เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ อุปนิสัยการบริโภคที่ย่ำแย่ มลภาวะที่เสื่อมทรามล้วนเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเหลือเกินสำหรับมะเร็ง และมะเร็งก็กินอาหารเหมือนที่เรากิน เรากินหมูย่างมันเยิ้มไหม้เกรียม อาหารขยะทั้งหลาย มะเร็งชอบนัก

มะเร็งทางการศึกษามักวิ่งเข้าหา ดูดกิน และเติบโตในสภาวะที่ต้องมีการแก่งแย่งแข่งขัน โดยเฉพาะระบบการศึกษาแบบทุนนิยม เงินแลกความรู้นั้นมะเร็งตัวนี้ชอบนัก การดูแลสุขภาพทางการศึกษาที่ย่ำแย่ ชอบเดินทางลัด เรียนรู้อะไรแยกส่วน เน้นเทคนิคการสอบ ไม่ได้เน้นเนื้อหาแก่นแท้ความรู้ (ทำนองทนายความ “เหลี่ยม” จัดที่ชอบเอาชนะคะคานกันที่เทคนิคในวิธีพิจารณาความ โดยไม่สนว่าแท้จริงแล้วในทางแก่นแท้เนื้อหาลูกความของตนสมควรที่จะชนะหรือไม่...โยงกันเข้าไปได้ยังไงฟระ)

การรักษามะเร็งทางกาย นอกจากการผ่าตัด ฉายแสง แล้ว การดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เหตุและปัจจัยใดที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง หรือที่มะเร็งชื่นชอบนั้น เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด เพื่อควบคุมให้มันไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกายให้ได้

ในทางการแพทย์นั้น มีความพยายามที่จะคิดค้นเทคนิคการรักษาใหม่ๆ โดยการตัดสายใยแห่งอาหารที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง เมื่อมะเร็งเติบโตจากอาหารที่มนุษย์เจ้าของร่างกายเสพเข้าไป การตัดเส้นทางลำเลียงอาหารไม่ให้เดินทางถึงเซลล์มะเร็งก็น่าจะยุติหรือชะลอการเติบโตของเซลล์ร้ายนั้นได้ แต่ผมไม่ได้ตามข้อมูลต่อว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ใครทราบหากวานบอกจะเป็นพระคุณครับ

การรักษามะเร็งในระบบการศึกษานั้น ณ เวลานี้ผมว่า มันเป็นผลผลิตที่ติดแน่นยึดโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไปเสียแล้ว การจะผ่าตัด หรือฉายแสงเซลล์มะเร็งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เปรียบได้กับการเขยื้อนกองภูเขาขยะ ณ บริเวณซอยอ่อนนุช อย่างไรอย่างนั้น

เป็นหน้าที่โดยตรงของบรรดาผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจในบ้านเมือง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องสร้างสภาพเอื้อให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจังมิใช่เพียงฉาบฉวย ระบบการสอบคัดเลือกหรือการแข่งขันนั้นต้องเปิดโอกาสในการที่จะใช้เทคนิคในการสอบ การเก็งข้อสอบ การจำมาตอบให้น้อยที่สุด แม้จะยากในการออกแบบข้อสอบหรือแบบทดสอบที่จะเข้าถึงความเข้าใจหรือภูมิรู้ของผู้เข้าแข่งขันคัดเลือก รวมทั้งมาตรฐานการให้คะแนนก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะไม่คิดและไม่ทำ เพราะตราบใดที่ระบบการสอบ การคัดเลือก (ถ้าพูดในภาพกว้างมันรวมไปถึงระบบการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าสู่วงวิชาชีพด้วยนะครับ ไม่อยากจำแนกว่าอะไรบ้าง โดยเฉพาะในภาครัฐ) ยังเปิดช่อง สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้แก่บรรดาการกวดวิชา และการเรียนรู้แบบลัดๆ ฉาบฉวยแล้ว มะเร็งตัวนี้ย่อมต้องเติบโตต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งมันจะเป็นวัฒนธรรมหลักเข้ามาแทนที่คุณค่าเดิม และหากระบบการศึกษาเองยังฤพ่ายแพ้แก่มะเร็งตัวนี้แล้ว ผมเชื่อแน่ว่าในอีกทุกภาคส่วนของสังคมนี้ ย่อมหนีไม่พ้นมะเร็งร้ายตัวนี้เช่นกัน

มะเร็งที่ชอบอะไรง่ายๆ ลัดๆ ฉาบฉวย

มะเร็งที่ชื่อว่า “วัฒนธรรมทางลัด”

4 Comments:

Blogger carré de mim said...

เราเองก็อาจจะเป็นคนประเภทเดียวกับต้อง คือประเภทไปได้ไม่ work กับการเรียนกวดวิชา หรือ แนวทางลัดทั้งหลาย

จำได้ว่าเรามาเรียนพิเศษเป็นบ้าเป็นหลัง ตอนอยู่ ม.ปลาย

เพราะ รร.เรามีธรรมเนียมการเรียนพิเศษ ใครไม่ได้เรียนถือว่าไม่ทันหมัย แถมอีกอย่าง การไปเรียนพิเศษคือการหาเรื่องไปเจอกับเพื่อน ได้เจอกับเพื่อนนอกสถานที่โดยไม่ผิดกติกา คือ ได้เรียนด้วย ได้มั่วสุมด้วย ว่าไปนั่น

นอกจากนั้นการเรียนพิเศษก็ยังเป็นโอกาสในการเข้าไปมั่วสุมตามร้านต่างๆที่สยาม ซึ่งก็คือ นิวไลท์ และ ท้อปไลท์ (เจ๊งไปละ) หรือ ฮอตช้อป (ก็เจ๊งไปแล้วเหมือนกัน) เพราะร้านพวกนี้จะสูบบุหรี่ได้ เพื่อนๆเราชอบนักแล..

เรามาพบว่าการเรียนพิเศษไม่ก่อให้เกิดอะไรกะเรา เพราะตอนเราจะสอบเอ็นท์ ด้วยความอยากสอบติด ม.ห้า ตามแฟชั่น รร.เราอีก (รร.เราประหลาดเนอะ) เราก็มาฟิตจริงๆจังๆ และคิดว่าการเรียนพิเศษมันเสียเวลาออกจากบ้าน เพราะการจราจรใน กทม. เป็นไงทุกคนก็รู้กันอยู่

เราเลยหยุดการเรียนพิเศษทั้งหมด มาอ่านหนังสือเองที่บ้าน ด้วยความที่เป็นเด็กวิทย์ที่เอ็นท์ศิลปคำนวน เราเลยได้เปรียบเรื่องเลข และ วิทย์กายฯ ที่เป็นแนวฟิสิกส์ เคมี ส่วนวิชาอื่นเราก็มาอ่านของเราตามประสา ตามหัวใจจะพาไป(แหวะ)

สุดท้ายผลสอบออกมา ก็สำเร็จไปโดยไม่ต้องพึ่งการกวดวิชา

เราเลยไม่ค่อยศรัทธาในระบบการติว เพราะเรารู้สึกว่ามันอัดๆๆ ยังไงไม่รู้ ไม่ได้ให้พื้นฐานที่ดีจริง

แต่สำหรับเรื่องหมากกระดาน
เราอาจจะต่างกะต้อง เพราะเราไม่ชอบเล่นหมากกระดานก็จริง แต่มีข้อยกเว้น คือ เราชอบเล่น othello คือเกมส์กลับดำๆขาวๆ คล้ายหมากหนีบบ้านเรา หมากขุม หมากเก็บ(อิอิ อันนี้เล่นกันทุกคนหรอก)

เราไม่เล่นเกมส์อนุกรม แบบเอาเลขมาบวกๆกันแล้วได้ผลลัพธ์แบบปัญหาเชลล์ เพราะเราไม่มีปัญญา แต่ที่น่าแปลกคือเราชอบเล่นปริศนาอักษรไขว้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อนุกรมตัวเลขที่เป็นการเอาตัวเลขใส่ในช่องๆ และการทายปัญหาเชาวน์/ความรู้รอบตัว

มีอยู่พักนึง เราเคยเล่นการใช้ code เป็นอักษรหัวกลับทางชื่อเอมเอสเอน บางทีเราก็เล่นแบบ mirror side คือต้องส่องกระจกอ่าน แล้วในช่วงนั้นๆจะมีคนมาถามเราเสมอว่า ชื่อเอมเอสเอนของเราหมายความว่าอะไร

น่าเสียดายเมื่อตอนกลับไป หนังสือ "ปริศนา" ที่เราเคยเป็นแฟนประจำ ขึ้นราคาเป็นเล่มละ สี่สิบ บาท ซึ่งเราว่าแพงมาก เพราะแต่ก่อน ยี่สิบบาทเอง เราเลยไม่ได้ซื้อมาเล่นอีก

คิดแล้วก็เสียดายประมาณยูนหนึ่งเหมือนกัน

8:29 PM

 
Anonymous yodmanud^ying said...

อืม วิธีลัดนี่มันเป็นวิธีของคนมักง่าย ที่อยากได้อะไรมาแต่ไม่อยากลงทุนลงแรงมากนัก เวลาไปเรียนพิเศษก็เพราะอยากได้แนวข้อสอบ อยากสอบได้ แต่ไม่อยากรู้ หรือ แม้อยากรู้ แต่ไม่อยากเข้าใจในแก่นของมัน เพราะไม่เห็นสำคัญ

แต่ทีนี้จะโทษคนเรียนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษระบบด้วย เพราะระบบมันบีบคนให้ทำอย่างนี้ ข้อสอบมันออกมาแบบมีแนว ให้คนรู้แนวมาทำ ไม่ได้ออกมาให้คนรู้จริงทำ บางทีคนรู้จริงแต่ไม่รู้แนวกลับทำไม่ได้ซะงั้น

ถ้าจะเปลี่ยนหรือรักษามะเร็งอย่างที่น้องต้องบอก อาจจะต้องเปลี่ยนที่ตัวค่านิยม คืออย่าไปนิยมและนับถือความฉาบฉวย แต่นิยมและนับถือความลึกซึ้งถึงแก่นแทน

ซึ่งมันก็อาจจะไปคล้ายๆกับความอยากจะเปลี่ยนค่านิยมความฟุ้งเฟ้อ ให้มานิยมอยู่อย่างพอเพียง เข้าใจในคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต--ทำยากอ่ะค่ะ เพราะใครๆก็ชอบความสบายด้วยกันทั้งนั้น

เขียนยาวไปแฮะ

9:29 PM

 
Blogger pariNYa said...

ฉันใดฉันนั้น

กินอาหาร"แดกด่วน"มาก ๆ
ก็เป็นโรคอ้วน เส้นเลือดอุดตัน

ไม่ได้บอกให้ไม่กินนะครับ

กินได้ แต่ต้องรู้เท่าทัน ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ
เลี่ยงได้ก็เลี่ยง
เลี่ยงไม่ได้ก็ออกกำลังกาย บ่อยขึ้น

เทคโนโลยี มองมุมหนึ่งอาจเป็นมะเร็งเช่นกัน
ทุกอย่างรวดเร็ว ทำให้ทำอะไรได้เร็วขึ้น
ต้องถามตัวเองบ่อย ๆ
เมื่อเราประหยัดเวลา
แล้วเอาเวลาเหล่านั้นไปทำอะไรกันหนอ?

สรุปง่าย ๆ ว่า "อย่ามักง่าย"

5:51 AM

 
Blogger Oakyman said...

ไม่ได้กวด (แต่จริงๆ เคยกวดตอนประถมปลายจนถึงป. 6)
ไม่ได้สอบเทียบ
รู้สึกว่าหลุดแนวของเพื่อนๆ อยู่ไม่น้อย
(อดเจอสาวๆ โรงเรียนอื่นตามสถานกวดฯ ด้วย)

แต่ก็เอาเวลาไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแทน

7:25 PM

 

Post a Comment

<< Home