Sunday, November 13, 2005

ข้อจำกัด


ผมเชื่อเสมอว่าเราทุกคนต่างมีข้อจำกัดในตัวเอง จะแตกต่างกันก็เพียงรูปแบบและปริมาณมากน้อยเท่านั้น

ความสามารถหรือศักยภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้าค้นหาและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นทำให้หลายคนละเลยที่จะเรียนรู้จุดอ่อน หรือข้อจำกัดของตัวเอง

นอกจากศักยภาพในตัวเองแล้ว การจัดการข้อจำกัดของตัวเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ เพราะบางคนแม้มีศักยภาพในการเรียนรู้ในตัวเองสูง แต่กลับมีข้อจำกัดมากมาย หรือไม่รู้จักวิธีการที่จะนำเอาศักยภาพนั้นออกมาใช้ได้ทั้งหมด ก็ย่อมไม่ต่างจากบางคนที่มีศักยภาพในตัวเองน้อยสักหน่อย แต่กลับเรียนรู้วิธีการนำสิ่งที่ตนเองออกมาใช้ได้เป็นอย่างดี

หรืออาจกล่าวได้ว่าในฉากด้านหนึ่งของคำว่า “ศักยภาพ” ก็คือ “ข้อจำกัด” นั่นเอง
ถ้าวัดกันที่ศักยภาพแล้ว ผมไม่ใช่คนหัวดี หรือมีหน่วยความจำและประมวลผลเป็นเลิศ หยิบจับอะไรแล้วมองเห็นภาพทะลุปรุโปร่ง ซ้ำร้ายกว่านั้น ผมเป็นคนเฉื่อย เอื่อย ไร้จังหวะ เรียกกันง่ายๆว่าเป็นคนขี้เกียจ เป็นคนทำอะไรได้ทีละอย่าง ไม่สามารถทำอะไรหลายๆอย่างหลายๆมือได้พร้อมกัน ถึงทำได้ผลที่ออกมาก็ไม่ดี ผมเป็นคนขาดไหวพริบ และปฏิภาณอย่างแรง ดังนั้นงานที่ต้องทำแข่งกับเวลา และต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงไม่ใช่สิ่งแรกที่ผมจะเลือกทำ

ผมเป็นคนไม่กล้า เรียกได้ว่าขี้ขลาดทางวิชาการ เป็นคนปากหนักขี้เกรงใจ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่คุ้นเคย และยิ่งหนักข้อหากบุคคลเหล่านั้นมีกำแพงทางสถานะทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิที่แตกต่างจากผมมาก เรียกได้ว่าเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ไม่เป็น

ผมเป็นคนไม่สม่ำเสมอ บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็ร้ายขาดใจ จนบางครั้งก็รู้สึกสงสัยในตัวเองเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ค่อนข้างจะออกไปทางร้ายมากกว่าดี แสดงออกเป็นหลักฐานชัดเจนในงานที่ผมทำ ผมมักจะนั่งทอดรอเวลาจนกระทั่งจวนเจียนเสมอ เรียกได้ว่าเป็นพวกผลัดวันประกันพรุ่งชั้นยอดคนหนึ่งเลยทีเดียว

ผมเป็นคนทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ ไม่ค่อยแสวงหาอะไรใหม่ๆ ไม่ทะเยอทะยาน เป็นคนคิดไม่กว้าง เรียกได้ว่าเป็นคนน่าเบื่อคนหนึ่ง หลายคนทำหน้าไม่เชื่อเพราะเห็นผมเป็นคนสนุกสนานพรรคพวกเพื่อนฝูงเยอะ แต่ผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมเคยทำสถิติไม่ออกจากบ้านเลย แม้กระทั่งบริเวณรั้วบ้านได้สามถึงสี่วันโดยไม่อนาทรร้อนใจอันใด ไม่อยากแม้กระทั่งออกไปซื้ออาหารมาประทังชีวิต ยอมกลืนฝีมือห่วยๆของตัวเอง กับสิ่งที่แม้กระทั่งจะเรียกว่า “อาหาร” ก็ยังไม่สะดวกปากนัก และไอ้ที่ต้องออกจากบ้านทำให้สถิติผมไม่ทอดยาวต่อไปก็เพราะภาระหน้าที่บีบบังคับ มิฉะนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าจะบำเพ็ญพรตเป็นฤาษีอยู่ต่อไปอีกกี่วัน ส่วนที่อยู่กรรมบำเพ็ญพรตนี่ก็ไม่ใช่ว่ามีภาระหน้าที่หนักหนาอะไรนะครับ นอนครับ นอน นอนกับดูทีวี แค่นั้นจริงๆ

จังหวะการเรียนรู้ของผมยิ่งแล้วใหญ่ ผมเป็นคนมีจังหวะการเรียนรู้ที่ช้า ช้า ช้า ช้ามากๆ กว่าจะเข้าใจอะไรที ยากและนาน ก็อย่างที่ผมว่า ผมเป็นคนมีไหวพริบและปฏิภาณให้ใช้อย่างจำกัดนั่นแหล่ะ หากเห็นหากจับอะไรเพียงครึ่งๆกลางๆผมจะไม่มีวันต่อภาพมันได้ทั้งหมด แถมยังเรียนลัดข้ามขั้นตอนกับเขาไม่เป็นและไม่ได้ผล ไม่น่าแปลกใจที่วัยเยาว์ของผมแม้จะตระเวนเรียนโรงเรียนประเภทกวดวิชามาอย่างร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ผลที่ได้รับกลับมาเรียกได้ว่า “ขาดทุน” ย่อยยับ

แต่ถ้าวัดกันที่มุมของข้อจำกัด ผมจัดได้ว่าเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่เพราะว่าผมมีข้อจำกัดในตัวเองน้อยแต่อย่างใดนะครับ ตรงกันข้าม ข้อจำกัดในการเรียนรู้ของผมกลับมหาศาล ทั้งขนาดและปริมาณ(ก็ไอ้ห้าหกย่อหน้าข้างบนนั่นแหล่ะ) ผมโชคดีเพราะตั้งแต่เด็กยันโต ผมไม่เคยต้องเสียเวลา “ค้นหาตัวเอง” (ตามภาษาของเด็กแนวทุกวันนี้) หรือถ้าต้องเสียเวลาค้นหา ก็มักจะไม่ช้านานจนเกินแกง

นอกจากนั้น ชีวิตการเดินทางตามอนาคตของผมมักมีทางแยกให้ต้องเลือกเดินเสมอ และคงเหมือนใครหลายคน เบื้องแรกเราคงสับสนและไม่รู้จะเลือกทางไหน มองไปทางใดก็มักเห็นดีเห็นงามอยู่เสมอ ผมจึงค้นพบว่าการที่เรามีทางให้เลือกมากเกินไปก็ทำให้เราทุกข์พอๆกับเมื่อเราไม่มีทางให้เดินเหมือนกัน

แม้จะสับสนงุนงง เลือกไม่ถูก แต่เชื่อเถิดครับว่าเมื่อเวลาผ่านไป พร้อมๆกับระยะระหว่างเรากับทางแยกนั้นใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ ไอ้ทางที่จะต้องเลือกมันจะค่อยๆตีบตันไปเอง จนกระทั่งเหลือเพียงทางที่เราต้องเดิน ชีวิตผมเองก็เป็นเช่นนี้เสมอ จนผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วในชีวิตหนึ่งของเรา เราเป็นฝ่าย “เลือก” ได้มากน้อยสักแค่ไหน หรือแท้จริงแล้วเรามีหน้าที่แค่เดินไปตามทางที่เปิดไว้สำหรับเราเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิที่จะเลือกกันแน่

ยามมองและคิดย้อนกลับไปอดสงสัยไม่ได้ว่า หากผมเลือกฝืนที่จะเดินอีกทางป่านนี้ชีวิตของผมจะเป็นอย่างไร แม้จะตอบไม่ได้ว่าจะดีหรือแย่กว่าตอนนี้ที่เป็นอยู่ แต่ในเมื่อทุกวันนี้ผมมีความสุขตามสมควรแล้ว จะดีหรือแย่กว่าย่อมไม่สลักสำคัญอะไรอีกต่อไป

กลับมาที่ข้อจำกัดของผมเอง แม้ผมจะเป็นนิยามว่าตัวเองโชคดีที่ค่อนข้างเรียนรู้และรู้จักตัวเองดีพอสมควรทั้งในด้านของศักยภาพและข้อจำกัดก็ตาม แต่มันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภคผลใดๆหากผมจะรู้และนอนกอดมันไว้อย่างนั้น แต่ครั้นจะให้ผมปีนกำแพงแห่งข้อจำกัดของตัวเองทีละด่านสองด่าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งนั่นก็เพราะข้อจำกัดของผมเองอีกนั่นแหล่ะครับ งูกินหางอยู่อย่างนี้ สภาวะแวดล้อม ผู้คนรอบข้าง และสถานการณ์จึงจำเป็นสำหรับผมมากๆ ในการที่ผมจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

หลายคนถามผมว่า เมื่อไหร่ผมจะศึกษาต่อระดับปริญญาเอก พุทโธ่ อยากใจจะขาดครับ เพราะผมมาค้นพบตัวเองอีกข้อหนึ่งคือ อาชีพที่ผมเหมาะที่จะประกอบที่สุดก็คือนักศึกษานี่แหล่ะครับ มีที่ไหนจ้างเรียนบอกผมทีครับ ทั้งนี้ก็ด้วยข้อจำกัดที่ผมไม่ใช่เป็นนักปฏิบัติที่ดีปฏิบัติที่ชอบนั่นเองครับ

แต่ผมตระหนักได้ว่า หากผมเริ่มเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่เมืองไหแลนด์แห่งนี้ ไม่มีวันที่ผมจะสำเร็จการศึกษาได้อย่างแน่แท้ครับ ไม่ใช่ที่ไหแลนด์มีมาตรฐานการศึกษาที่ไม่ดีนะครับ แต่เป็นเพราะสภาวะแวดล้อมของไหแลนด์ มันเอื้อต่อการเพาะเชื้อให้ข้อจำกัดของผมมันเจริญงอกงามยิ่งนักครับ (ลำพังปริญญาโทที่ได้มายังสาดกระจาย เลือดสาดกระจาย)

หลายคนตบเข่าฉาด งั้นผมก็ควรไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนา แหงแซะครับ แต่การไปศึกษาต่อเมืองนอกหาใช่การไปลอยกระทงริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ มันไม่ได้อย่างใจคิดหรอกครับ ผมเชื่อว่าคนเรามันขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะ นอกเหนือจากความพร้อมและศักยภาพ (นัยหนึ่งคือข้อจำกัด) แล้วยิ่งมนุษย์พันธุ์อย่างผมที่แม้จะออกไปเดินนอกรั้วบ้านยังต้องเข็นต้องดันเสียขนาดนี้ ไม่ใช่ของง่ายเลยครับ

แต่ผมก็ยังเชื่อในย่อหน้าบนๆเช่นเดิม ว่าผมเป็นคนโชคดี (ฮ่าๆ ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง) ผมเชื่อว่าทางเดินมันมีอยู่ของมันอย่างนั้น สายตาและสมองเรานี่แหล่ะจะคิดจะมองเห็นมันหรือไม่ (แต่คนอย่างผมจะมองจะคิดได้ต้องอาศัยโชควาสนาและคนรอบข้างสนับสนุนอย่างแรง)

เมื่อวานถือเป็นวาสนาอันลอยอยู่บนความบังเอิญของผมอีกครั้งหนึ่ง ปกติทุกวันเสาร์บิดรมารดาของผมต้องมีเวรเข้าเฝ้าคุณยายที่บ้านน้าสาวเป็นประจำสม่ำเสมอ และน้องสาว (ลูกลุง) ของผมมีธุระปะปังต้องนำของชิ้นหนึ่งมาให้ผม ซึ่งไอ้ผมก็อย่างเคยขี้เกียจออก จึงบอกให้เธอนำเอาของสิ่งนั้นฝากผ่านมาทางคุณพ่อคุณแม่ผมก็แล้วกัน เดี๋ยวผมจะทำตัวเป็นลูกที่ดีนอนรอรับอยู่ที่บ้าน แต่แล้วเมื่อถึงกำหนดนัด คุณแม่ของผมป่วยเป็นหวัดเนื่องจากอิทธิพลความปรวนแปรของอากาศเมืองไหแลนด์ ประกอบกับคุณพ่อก็ติดธุระอยู่ต่างจังหวัด ถึงคราวกระผมต้องแงะตัวเองออกไปรับลมรับแดดเองเสียแล้ว

ด้วยความเกรงใจเมื่อทราบว่าคุณน้องต้องไปทำธุระที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ผมเลยนัดเจอเธอที่โน่นเลยแล้วกัน ไม่ต้องให้เธอเดินทางย้อนไปย้อนมา เมื่อถึงหน้างานถึงเพิ่งทราบว่า ศูนย์ประชุมฯ วันนี้รับภาระหน้าเสื่อในการเป็นสถานที่จัดงาน EIGHT GERMAN TECHNOLOGY SYMPOSIUM & EXHIBITION ซึ่งดูตามวันปฏิทินวันที่ผมไปเหยียบนั่นเป็นวันสุดท้ายแล้ว ในงานนอกจากจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรำลึก 140 ปีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเยอรมัน รวมทั้งการออกบูธแสดงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว ยังมีนิทรรศการการศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมันอีกด้วย

ด้วยความสนใจในระบบกฎหมายและการศึกษากฎหมายของเยอรมันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมจึงลากสังขารเดินเที่ยวชมพร้อมกับเก็บข้อมูลผ่านแผ่นพับและหนังสือแนะนำซึ่งก็ได้มาพอสมควร และนอกจากนั้นผมยังได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังบรรดาพี่ๆนักเรียนเก่าเยอรมันมาบอกเล่าประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้ชีวิตยู่ ณ เมืองเบียร์อีกด้วย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี และได้มุมมองพร้อมกับกระพือไฟในตัวได้พอสมควรครับ

นอกจากนั้นยังนึกขอบคุณในโชคชะตาอีกต่างหาก (ทั้งที่ก่อนหน้านั้นนึกน้อยใจและโทษมันอยู่เนืองๆ) ที่ได้สร้างพันธะผูกพันตัวผมให้ไปไหนจากไหแลนด์ไม่ได้เป็นเวลาอย่างน้อยอีกเกือบสามปี เพราะผมตระหนักรู้ว่า หากผมบินเดี่ยวไปเรียนต่อตอนนี้ (ถ้าไปได้) ก็คงปีกหักบินกลับไหแลนด์ไม่ทัน เหมือนใครสักคนกำลังจะบอกผมว่า “ใจเย็นเถิดน้องชาย เร่งไปก็เท่านั้น เจ้ายังไม่ถึงฆาต ฮ่าๆ”

ในเมื่อดอกไม้ยังต้องอาศัยเวลาในการผลิบาน แล้วจะมีสิ่งใดในโลกไม่อาศัยเวลาในการงอกเงยบ้าง ความสำเร็จก็เช่นกัน

อย่างน้อยผมมีเป้าหมายและเส้นทางที่คิดว่าจะเดินแล้วครับ แต่ ณ วันนี้สิ่งที่ผมต้องทำไม่ใช่การก้าว หากแต่เป็นการเตรียมที่จะก้าวมากกว่า ผมมีเวลาอีกอย่างน้อยเกือบสามปี (ในมุมที่ไม่ใช่เพียงการรอคอยอย่างเปล่าปลี้) ในการเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งภาวะทางสติปัญญาและอารมณ์ มุมมองและวิธีคิด อีกหลายอย่างที่ผมต้องสะสมหยอดกระปุกทางจิตใจและทางปัญญาไปเรื่อยๆ รวมทั้งสะสางพันธะที่ผูกมัดตัวผมอยู่ หลายครั้งผมแก้ปัญหาด้วยการตัดมันทิ้ง แต่พันธะเหล่านี้ผมต้องแก้ครับ ตัดไม่ได้ ด้วยเหตุผลและข้อจำกัดหลายอย่าง

หากมีโอกาสได้ก้าวไป ผมจะไปเพื่อทลายข้อจำกัดของตัวเอง แม้ศักยภาพในตัวจะมีน้อย แต่ผมให้ความสำคัญกับการนำมันออกมาใช้ โดยสูญเสียให้กับแรงเสียดทานน้อยที่สุด มากกว่าครับ

9 Comments:

Anonymous yodmanud^ying said...

เอาใจช่วยอยู่ค่ะ ^_^

ปล ศักยภาพของ ratio มีสูงมากจนคิดว่าถ้าไม่ดึงมันออกมาใช้ให้เต็มที่จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมากๆ

ปล2 ดังนั้นมีปัญหาอะไรต้องช่วยกัน--ปรึกษายอดมนุษย์ได้น้า

10:45 AM

 
Blogger Crazycloud said...

การพัฒนา ต้องเริ่มสอบทานข้อจำกัดนี่แหละ คนเราพัฒนาจากสองแง่

แง่แรก คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่

แง่สอง คือ การทลายข้อเสีย ข้อจำกัด นี่แหละ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ข้อจำกัด ข้อผิดพลาด คือ ริ้วแผลแห่งการเรียนรู้ ข้อได้เปรียบของคนเดินทางมาก่อน คือ ได้ผิดพลาดมากกว่าขอรับ

การสำรวจเจอข้อจำกัด คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนายิ่งๆขึ้น

และเห็นด้วย กับการเรียน ป.เอกในประเทศ โดยเฉพาะกฎหมาย ทำไมยากจัง ทั้ง ก่อเข้า ระหว่างเรียน และเรียนจบ บางทีดูไกลกว่าไปต่างประเทศซะอีก

ท้ายที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้ฟันฝ่า

การได้สิ่งใด ล้วนเกิดจากธรรมชาติ ขอให้ฝนตกไวๆก็แล้วกัน

11:55 PM

 
Anonymous POL_US said...

เป็นกำลังใจให้แล้วกัน น้องต้องฯ

12:16 PM

 
Blogger sweetnefertari said...

ฉันรู้ว่าแกเลือกแล้วว่าจะทำอะไร และอย่างไร

ยังไงก็ขอให้สิ่งที่จะทำต่อไป สำเร็จสมหวังดังใจก็แล้วกันนะ

3:43 AM

 
Anonymous grappa said...

มาปรึกษาต้อง
พี่พึ่งแสดงความยินดี ไว้ในบล็อกกรณี ศาลปกครอง
ระงับการซื้อขายหุ้น กฟผ.ชั่วคราว
แต่มีคนมาแย้งพี่ว่า ศาลปกครองไม่มีสิทธิเข้าไปแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร มีแต่เมืองไทยเท่านั้นที่ศาลปกครองทำแบบนี้
จริงหรือเปล่าต้อง

5:52 PM

 
Blogger ratioscripta said...

เดี๋ยวขออนุญาตเช็คข้อมูล รวมไปถึงคำพิพากษาศาลก่อนนะครับ ข้อมูลผิดเดี๋ยวหน้าแหก

เพราะยังไม่ได้ตามข่าวเลยไม่แน่ใจว่า เค้าฟ้องอะไร ฟ้องให้เพิกถอนอะไรยังไง แต่ศาลรับนี่ก็น่าจะอยู่ในอำนาจศาลปกครองแล้วล่ะมั๊ง

เดี๋ยวจะถามนิติรัฐให้อีกแรงนะครับ

7:18 PM

 
Blogger บุญชิตฯ said...

เอ ไม่งั้น (อย่างที่เพื่อนพี่บอก) มั้งพี่ Grappa เพราะศาลปกครองมีหน้าที่พิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมทางปกครอง และกฎระเบียบ ของฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ?

ถ้าศาลปกครองไม่สามารถไปแทรกแซงฝ่ายบริหารได้เลย แล้วศาลปกครองจะพิจารณาคดีอะไรได้

แต่เราต้องเข้าใจนิดนึงว่า งานของรัฐบาล หรือฝ่ายบริหาร มันเป็นสองภาพ คือ "งานปกครอง" (Administrative) กับ "งานบริหาร" (Executive)

"งานปกครอง" ง่ายๆเลย คืองานที่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กำหนดชั้นตอนการใช้อำนาจรัฐอยู่แล้ว อันนี้แหละที่ศาลปกครองมาตรวจสอบ เช่น การขอทะเบียนรถ จดทะเบียนบ้าน ฯลฯ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนหรือไม่ ขั้นตอนพรรค์นั้นก็จะไม่เปลี่ยน เป็นหน้าที่ของข้าราชการทั้งประจำและไปกลับ

"งานบริหาร" คืองานเชิงกำหนดนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามแต่ละรัฐบาล ซึ่งงานบริหารนี้ หากต้องการให้เป็นรูปธรรม ต้องแปรเป็นงานทางปกครองด้วย เช่น นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องมีพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจมากำหนดกระบวนการและขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

กรณีที่ร้องกันนี้ เข้าใจว่าเป็นการขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ของพระราชกำหนดขายหุ้นการไฟฟ้า (นามนี้ผมตั้งเอง ผมไม่รู้จริงๆมันชื่ออะไร)ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจอีกทีหนึ่ง ดังนั้นคดีนี้ จึงขึ้นศาลปกครองสูงสุดเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มาตรา ... หง่า ลองพลิกๆดูจนหมดเล่มก็แล้วครับ เจอแน่ๆ อยู่ต้นๆ

การออกกฎถือเป็นการกระทำทางปกครองรูปแบบหนึ่ง ศาลปกครองจึงตรวจสอบได้ แม้คนทำจะเป็น "รัฐบาล" แต่รัฐบาลกระทำการในฐานะของ "ฝ่ายปกครอง" ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรม คือศาลปกครองครับ

ตามนี้ ผมว่าไม่ผิดหรอก

6:19 PM

 
Blogger carré de mim said...

ชอบบล๊อกอันนี้ของต้องมาก
แม้จะไม่มีท่อนขาเรียวยาว
ท่อนแขนกลมกลึงแบบเชียร์ ลีดเดอร์
แต่สัญญาจะเป็นกำลังใจเสมอให้จ้ะ

10:27 AM

 
Anonymous เรียนต่อต่างประเทศ said...

ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูลดีๆ

8:52 AM

 

Post a Comment

<< Home