Thursday, November 24, 2005

เด็กน้อยในโรงงานใหญ่


เด็กน้อยคนหนึ่งมีโอกาสในชีวิตได้ก้าวย่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานใหญ่ แม้จะไม่ใหญ่โตมากมาย แต่ถ้าเทียบกับที่ที่เด็กน้อยเคยอยู่ มันก็นับว่าใหญ่ทีเดียว

โดยโรงงานแห่งนี้มีอายุยาวนานกว่าปู่ของเด็กน้อยเสียอีก ซึ่งก็นับว่าเป็นโรงงานที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของหมู่บ้านทีเดียว

ผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งที่อยู่มาก่อนนมนาน และเพิ่งทยอยเข้ามาพร้อมๆกันบ้างยิ้มแย้ม บ้างเคร่งขรึม

เด็กน้อยค้นพบว่าตัวเองยิ่งดูตัวเล็กลงกว่าที่เคยเป็น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังเข้าใจตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วอยู่เลย

หมู่บ้านอันเป็นบ้านเกิดของเด็กน้อยนั้น เด็กๆทุกคนต้องทำงานกันหมดใครไม่มีงานทำหรือนั่งนอนอยู่เฉยๆมักถูกต่อว่าจากบรรดาผู้ใหญ่

ดังนั้นเด็กเกือบทุกคนในหมู่บ้าน จึงเร่งที่จะขวนขวายหางานทำทันทีหลังจากที่เริ่มอ่านออกเขียนได้ และเรียนรู้พอสมควรกับสิ่งที่เรียกว่า “เงิน”

อาจจะเป็นเพราะเด็กหลายคนอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ

และการทำงานนั้นก็แสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่

ทำไมถึงอยากเป็นผู้ใหญ่กันนักนะ

เด็กน้อยก็เหมือนกับเพื่อนๆ แม้ว่าก่อนหน้านั้น เขายังมีความสุขอยู่กับการนั่งเรียนรู้ อ่านหนังสือ และหัดเขียน หัดอ่านอยู่ที่บ้านก็ตาม แต่เมื่อเวลามาถึง เด็กน้อยก็รู้ว่า เขาไม่อาจทำในสิ่งที่อยากทำได้ตลอดไป

แต่การตัดสินใจทิ้งวิถีเดิมๆ ด้วยสติปัญญาในวัยเพียงเท่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

แล้วเด็กน้อยก็ตัดสินใจที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานใหญ่แห่งนี้อาจจะด้วยโชคชะตาหรือความบังเอิญก็ได้ เพราะเขาจะไม่มีวันรู้ว่าโรงงานแห่งนี้เปิดรับสมัครคนงานใหม่ หากพี่คนหนึ่งในหมู่บ้านไม่นำข่าวมาบอก

ในวันที่มาสมัคร เด็กน้อยจำได้ว่า เป็นวันที่ฟ้าครึ้ม และมีฝนตกเกือบทั้งวันด้วยจำนวนคนเรือนแสนทำให้เด็กน้อย เริ่มประหวั่นและถอดใจ แต่อาจจะเป็นเพราะด้วยอัธยาศัยและความมีน้ำใจของบรรดาพี่ๆคนงานที่มาทำหน้าที่รับสมัคร ทำให้เด็กน้อยเกิดความประทับใจในโรงงานแห่งนี้

ยิ่งเมื่อเด็กน้อยรู้จากผู้ใหญ่ในหมู่บ้านว่าโรงงานแห่งนี้กำลังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีการแปรรูปกิจการที่น่าจะทำให้โรงงานมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น ก็ทำให้เด็กน้อยยอมอดทนยืนรอคิวต่อไป กระทั่งได้สมัคร และนั่งรอผลด้วยใจจดจ่อ

นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกเหมือนกันที่เห็นคนแห่กันมาสมัครงานเป็นคนงานในโรงงานแห่งนี้ เนื่องจากหากจะพิจารณาขนาดของโรงงานก็ไม่ใช่ว่าจะใหญ่โต หรูหราทันสมัย และยิ่งเมื่อดูจากค่าตอบแทนแล้วล่ะก็มันน้อยนิดเหลือเกินถ้าเทียบกับ บรรดาโรงงานที่ตั้งอยู่อีกฟากของหมู่บ้าน

คนงานของโรงงานพวกนั้น แต่งตัวดี พูดจาฟังยาก โดยเฉพาะโรงงานที่มีเจ้าของหน้าตา สีผม และสีผิวที่แตกต่างจากคนในหมู่บ้าน

อีกอย่าง โรงงานแห่งนี้เป็นแค่เพียงสาขาย่อยๆ ในบรรดาเครือข่ายที่ไพศาล และไม่เป็นที่รู้จักนัก เพราะอยู่ในซอกหลืบที่คับแคบและแออัด

บรรดาเครื่องจักรก็คร่ำครึ ตึกรามอาคารก็เก่าร้าว

แต่ด้วยอนาคตที่โรงงานแห่งนี้จะเป็นไป ประกอบกับสถานะของโรงงานที่เปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนเจ้าของโรงงานใหม่ พร้อมทั้งแผนในการปรับปรุงการทำงานของคนงาน แน่นอนรวมทั้งเงินเดือนค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย (แต่ถ้าจะเทียบกับโรงงานฟากโน้นก็ยังน้อยนิดอยู่ดี) ก็เป็นสิ่งจูงใจให้เด็กน้อย (และเชื่อว่าคนอื่นๆด้วย) อยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่โรงงานแห่งนี้ผลิต มันช่างแปลกตาเหลือเกิน คนในโรงงานล้วนเรียกมันว่า “เม็ดอมแห่งความประหยัด” ใครก็ตามที่อมเม็ดอมนี้แล้ว จะรู้คุณค่าของเงินและทรัพย์สิน และจะใช้มันอย่างอดออมและคุ้มค่า

แน่นอนชาวบ้านหลายคนชื่นชอบกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ แต่หลายคนกลับไม่ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารหมู่บ้าน ผู้กุมอำนาจในการใช้จ่ายเงินกองกลางของหมู่บ้าน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่โรงงานแห่งนี้จะถูกทิ้งขว้างและไม่ได้รับการพัฒนา เหมือนสาขาอื่นๆ

ไม่ง่ายเลยกว่าคนในหมู่บ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการบริหารหมู่บ้านยอมรับ และยินยอมให้ตั้งโรงงานผลิตเม็ดอมแห่งความประหยัดขึ้น ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเล็งเห็นแล้วว่าเงินกองกลางที่ทุกคนร่วมกันลงขันเก็บออมให้คณะกรรมการบริหารหมู่บ้านนั้นไม่ได้ถูกใช้จ่ายอย่างที่ถูกที่ควรและประหยัด ไม่นับรวมการฉ้อโกง มุบมิบนำไปใช้สอยส่วนตัวของกรรมการบริหารหมู่บ้านบางคน รวมไปถึงญาติพี่น้องของหมอนั่นด้วย

วันแรกของเด็กน้อยในฐานะคนงานใหม่ ยังเงอะงะ และไม่รู้งานดีนัก เด็กน้อยต้องเรียนรู้อีกมากหากจะผลิตเม็ดอมแห่งความประหยัดที่มีคุณภาพสักเม็ดหนึ่ง

เด็กน้อยเพิ่งรู้ว่า ในการผลิตเม็ดอมแห่งความประหยัดเม็ดเล็กๆนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กระบวนการผลิตมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนยุ่งยาก และต้องอาศัยคนงานหลายคนแบ่งเป็นหลากหลายหน้าที่

สูตรในการผลิตแต่ละเม็ดนั้นก็มีความแตกต่างกันอีกต่างหาก

ใช่ แต่ละเม็ดรสชาติไม่เหมือนกัน แม้จะคล้ายกัน ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ผลิตไม่เหมือนกันนั่นเอง บางเม็ดก็ผลิตยาก บางเม็ดก็ง่าย วัตถุดิบบางอย่างก็หายาก บางอย่างก็หาง่าย อันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของพี่คนงานที่รับผิดชอบในการแสวงหาวัตถุดิบนั้นๆด้วย

ซึ่งนั่นเป็นงานที่เกินความสามารถของเด็กน้อยคนนี้ไปสักหน่อย เพราะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญสูง

เด็กน้อยจึงถูกส่งไปเริ่มเรียนรู้งานในแผนกประดิษฐ์เครื่องมือค้นหาวัตถุดิบแทน โดยเริ่มงานเป็นผู้ช่วยพี่ๆในการค้นคว้าและประดิษฐ์เครื่องมือที่จะทำให้การค้นหาวัตถุดิบมีประสิทธิภาพมากขึ้นในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นที่เข้ามาพร้อมกัน ได้กระจายไปอยู่ตามแผนกต่างๆของโรงงาน บ้างก็เป็นลูกมือ ช่วยพี่ๆออกหาวัตถุดิบ บ้างก็เป็นลูกมือช่วยพี่ๆซ่อมแซมเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของคนใหม่ต้องการปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น รวมไปถึงการค้นคว้า ค้นหาวัตถุดิบใหม่ๆด้วย

แต่ก็นั่นอีกแหล่ะ ด้วยความอ่อนด้อยในประสบการณ์และความไม่เคยลงสนามค้นหาวัตถุดิบกับเขา เด็กน้อยก็ยังมองภาพเครื่องมือในฝันไม่ออก ก็ได้แต่หยิบจับชิ้นส่วนอะไหล่ตามแต่พี่ๆจะสั่ง

แม้โรงงานแห่งนี้จะมีแผนในการพัฒนารูปแบบการผลิตใหม่ๆ จัดวางแผนกใหม่ รวมทั้งฝึกอบรมคนงานเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในการผลิตมากขึ้น แต่วัฒนธรรมการทำงานเก่าๆ วิธีคิดวิธีมองปัญหาแบบเก่าๆสมัยอดีตยังฝักแน่นหยั่งรากลึกในตัวคนงานของโรงงานแห่งนี้อยู่มาก จนบางครั้งเด็กน้อยก็ไม่เข้าใจ

หลายคนวิจารณ์การทำงานของโรงงานแห่งนี้ (น่าจะรวมถึงสาขาอื่นๆด้วยนะ) ว่าเชื่องช้า อืดอาดไม่ทันใจ และน่าเบื่อ เมื่อเด็กน้อยเริ่มงานใหม่ๆ ก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันแต่เมื่อเวลาผ่านไปเด็กน้อยก็เริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้น

ของบางอย่างต้องใช้เวลา กำหนดเวลาในแต่ละขั้นตอนมีความสำคัญไม่น้อยต่อคุณภาพของเม็ดอมอันแสนวิเศษนั้น การทำอะไรเร็วไปก็ไม่ใช่ว่าจะส่งผลดีเสมอไป แน่นอนหมายถึงช้าด้วยนั่นแหล่ะ

ความละเอียดรอบคอบมีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตอย่างยิ่ง เม็ดอมที่ไร้คุณภาพนอกจากจะไม่ส่งผลตามที่ควรจะเป็นแล้ว อาจมีผลข้างเคียงต่อความปลอดภัยของร่างกายผู้บริโภคด้วย

และการทำงานที่เร็วไป มากไป ในแผนกหนึ่ง อาจส่งผลข้างเคียงที่เลวร้ายต่องานในอีกแผนกหนึ่งก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมองภาพโครงข่ายอันสลับซับซ้อนหลากหลายที่โรงงานแห่งนี้เป็นส่วนเล็กๆประกอบอยู่ด้วย

แม้ว่าวิถีดังกล่าวอาจจะลดความอยากรู้อยากเห็นและความกระตือรือร้นของเด็กน้อยลงไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีคุณค่าทดแทนกัน

เด็กน้อยเรียนรู้ที่จะทำงานกับคนอื่นมากขึ้น (และนับเป็นโชคดีของเด็กน้อยอย่างแท้จริงที่พี่ๆในแผนกล้วนแต่ใจดี พร้อมจะช่วยเหลือสั่งสอน ตักเตือน บางครั้งก็ซื้อขนมและของเล่นมาฝากเด็กน้อยอยู่บ่อยๆ รวมถึงเพื่อนๆที่เข้ามาพร้อมๆกันด้วย มิตรจิตมิตรใจยังเป็นสิ่งที่เด็กน้อยเก็บเกี่ยวได้เสมอในโรงงานแห่งนี้ โดยเฉพาะแผนกที่เด็กน้อยทำงานอยู่)

เด็กน้อยเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า “ลำดับขั้นตอน” รวมทั้งการเคารพ เชื่อฟังคำสั่งสอนของพี่ๆ ซึ่งบางคนอายุคราวลุงและป้าของเด็กน้อยแล้ว แต่ก็ยังพึงพอใจที่จะให้เด็กน้อยเรียกตัวเองว่าพี่อยู่

เด็กน้อยเรียนรู้ถึงคุณประโยชน์ของการใช้จ่ายเงินที่ถูกต้อง และเหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะเงินกองกลางของหมู่บ้าน โดยเชื่อว่าหากเงินกองกลางของหมู่บ้านถูกใช้จ่ายด้วยความประหยัดและฉลาดแล้วล่ะก็ หมู่บ้านของเด็กน้อยคงเจริญไม่แพ้หมู่บ้านอื่นๆอย่างแน่นอน และชาวบ้านในหมู่บ้านคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องนั่งงอมืองอเท้า รอรับเศษเงินและของบริจาคที่คณะกรรมการบริหารหมู่บ้านจะแจกในงานโรงทานประจำปี (หลังๆเริ่มแจกเป็นรายเดือนรายวันแล้ว)

และแม้จะมีหลายคนวิจารณ์โรงงานแห่งนี้ว่า จ่ายค่าตอบแทนให้คนงานน้อยเหลือเกิน แต่เมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ รายได้เท่านี้ก็นับว่างามอยู่เหมือนกัน อีกทั้งถ้าใช้อย่างประหยัดแล้ว ก็พออยู่ได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพทีเดียวล่ะ และมากกว่านั้น งานที่ไม่หนักจนเกินไปนักของโรงงานแห่งนี้ ยังพอทำให้เด็กน้อยใช้เวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุดทำงาน ไปอ่านหนังสือ วิ่งเล่นกับเพื่อน และเรียนรู้สิ่งรอบตัว ทำสิ่งที่อยากทำได้อีก ถ้าตีค่าสิ่งเหล่านี้เป็นเงินได้ล่ะก็ รายได้ต่อเดือนของเด็กน้อยก็คงไม่แพ้พวกคนงานฟากโน้นเลยทีเดียว

จากวันแรกจนถึงวันนี้ นับได้เป็นเวลาสองปีเต็มที่เด็กน้อยได้เข้ามาเป็นคนงานในโรงงานแห่งนี้ เขาเติบโตขึ้นพร้อมวันเวลา และประสบการณ์ในโรงงานที่มีมากขึ้น ณ วันนี้เขาจึงไม่ใช่คนงานใหม่อีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังต้องเรียนรู้ต่อไป อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยที่จะออกไปเก็บเกี่ยววัตถุดิบมาผลิตเม็ดอมวิเศษกับเขาสักที

แม้เด็กน้อยจะรู้สึกว่า โรงงานแห่งนี้คงไม่ใช่ที่สุดท้ายในชีวิตการทำงานของเขา และคาดว่าอีกไม่นานเขาอาจจะต้องเดินจากโรงงานแห่งนี้ไป แล้วเก็บทุกอย่างไว้ในความทรงจำ แต่อย่างน้อยการมีโอกาสทำงานในโรงงานแห่งนี้ คงจะทำให้ก้าวต่อไปของเด็กน้อย มั่นคงและเข้มแข็งมากขึ้น

ในวันข้างหน้าเด็กน้อยคาดหวังว่า โรงงานแห่งนี้จะเติบโต ขยายกิจการต่อไป ในแบบที่มันควรจะเป็น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในวันหนึ่งเด็กน้อยหวังว่าชาวบ้านในหมู่บ้าน จะตระหนักและมีนิสัยแห่งความประหยัดได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเม็ดอมแห่งความประหยัดอีกต่อไป โดยเฉพาะบรรดากรรมการบริหารหมู่บ้านทั้งหลาย

และเชื่อว่าถ้าเป็นได้อย่างที่ฝัน แม้จะทำให้คนงานในโรงงานนี้มีงานทำน้อยลง หรือถึงขนาดต้องปิดกิจการไปเลย ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีไ

ม่ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เด็กน้อยคนนี้จะคอยเฝ้ามองความเจริญก้าวหน้าและความเป็นไปของโรงงานแห่งนี้เสมอ ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนตำบลใด

ในโอกาสครบรอบสองปีในชีวิตราชการ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

6 Comments:

Anonymous Anonymous said...

ผมจะติดตามดูว่าเด็กน้อยจะเดินทางไปในทิศทางใดต่อ
แต่ผมมั่นใจว่าไม่ว่าเด็กน้อยคนนี้จะเดินไปในโรงงานใดก็ตาม เด็กน้อยคนนี้คงได้นำเอาประสบการณ์ที่เขาได้รับไม่ว่าจากในโรงงานนี้ หรือจากโรงเรียนของเด็กน้อยเข้าไปเสนอพี่ ๆ ในโรงงานใหม่หรือแม้กระทั่งเจ้าของโรงงาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับโรงงาน (อย่างน้อยในความเห็นของเด็กน้อยซึ่งอาจจะต่างกับความเห็นของพี่ ๆ หรือเจ้าของโรงงาน)

ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
เพื่อนเด็กน้อยที่อยู่คนละโรงงาน

4:46 AM

 
Anonymous yodmanud^ying said...

สู้ต่อไปจ้ะ เด็กน้อย

จากเด็กไม่น้อยที่ไม่มีโรงงานจะอยู่ (ชีวิตเศร้า)

1:57 PM

 
Blogger ratioscripta said...

สวัสดีครับคุณ anonymous เป็นกำลังใจเช่นกันครับ เพราะเห็นว่าช่วงนี้กิจการในสาขาต่างๆกำลังลำบาก ต้องคอยระวังเพราะพวกนายทุนข้างนอก สมคบกับคณะกรรมการบริหารหมู่บ้าน เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการบ่อยๆ

สังคมทุกวันนี้ก็น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น

ก็จะไม่น่าห่วงได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อโรงงานผลิตเม็ดอมแห่งความซื่อสัตย์ปิดกิจการชั่วคราว เพราะคณะกรรมการโรงงาน ดันอยู่ดีไม่ว่าดีจะอมเงินคนงานไปจ่ายเป็นเงินเดือนตัวเอง

ผลิตเอง ไม่ยักกะอมเองก่อน แล้วใครมันจะเชื่อน้ำยา

8:20 PM

 
Blogger Crazycloud said...

เด็กน้อยดูจะเป็นคำเรียกขานที่ถูกต้อง ในการดำรงตน

เพราะ จิตใจของเด็กน้อย

คือ จิตใจที่ค่อนข้าง ว่าง และปลอดจาก กิเลส ตัณหา

การกระทำของเด็กน้อย ใส ซื่อ บริสุทธิ์ ไร้วาระแอบแฝง

เด็กน้อย กระตือรือล้นที่จะค้นหาหรือทำความเข้าใจสิ่งใหม่เสมอ ด้วยความอยากรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เด็กน้อย ชุบชูโลกให้น่าอยู่อาศัย เป็นสัญญลักษณ์แห่งการผลิดอกออกผล

เด็กน้อยเป็นสัญญลักษณ์อ่อนนุ่ม น่าทนุถนอม และควรจะได้รับปกป้องคุ้มกัน

สิ่งอ่อนนุ่ม คือสัญญลักษณ์ของการเติบโต ในขณะที่อัตตาและความแข็งกระด้างของ "ผู้ใหญ่" คือ สัญญลักษณ์ของ "การสิ้นสุด"

สิ่งสำคัญ คือการรักษา "ความเป็นเด็กน้อย" ให้อยู่ในจิตใจเราเสมอ เมื่อนั้น เราจึงพบความหมายในการมีชีวิตอยู่ในทุกที่ ทุกเวลา อารมณ์ ตำแหน่ง เพื่อการทำหน้าที่ที่ดีที่สุด ต่อทั้งตนเองและเพื่อนมนุษย์

การเป็นเด็กน้อย จึงเป็นสิ่งที่น่ารัก และน่านับถือ สำหรับ คน ทุกวัย

9:30 PM

 
Anonymous บิชชุน said...

อยู่โรงงานตัวเตือนภัยป้องกันระบบหลัก (Core system)

แต่สินค้าไม่มีใครเชื่อ ยอมใช้กันเลย ให้ตายสิ

คราวนู้นตัวเตือนภัยบอกว่า เครื่องจักรแม่ในโรงงานผลิตลูกอมซื่อสัตย์ ประกอบมาไม่ถูกต้อง ให้ไปแก้ใหม่ หรือซื้อเครื่องใหม่

ดันมีคนมาบอกว่า ก็พ่อเจ้าของโรงงานจ่ายเงิน เซ็นสัญญาแล้ว ไม่รู้ละต้องใช้

ในขณะที่คนงานส่วนหนึ่ง ถอดปลั๊กไปเสียบกับเครื่องจักรตัวใหม่แล้ว

เครื่องเก่าก็ล่ามโซ่ไว้เกะกะในโรงงาน

เครื่องใหม่ก็ซื้อไม่ได้ พ่อเจ้าของโรงงานไม่กล้าซื้อ กลัวมีปัญหาอีก

อยากจะตายแทน
.......

ตามแผนผังของโรงงาน จะต้องมีเครื่องจักรมาจากโรงงานควบคุมระบบปฏิบัติการ (ตรงตึกเอมไพร์ที่หนูมิ้มทำงานแหละ)มาต่อในระบบสองตัว

เครื่องเก่าหมดอายุไปเครื่องนึง สั่งเครื่องใหม่มา

อีโรงงานเอมไพร์ ดันไม่ขาย บอกโรงงานเราเครดิตไม่ดี ไม่กล้าขายให้

ตอนนี้เครื่องจักรทำงานไม่เต็มระบบ ต่อระบบปฏิบัติการหลักไม่ได้

ซึ่งระบบปฏิบัติการหลักนี้ต้องใช้งานร่วมกันกับโรงงานอื่นๆ ตอนนี้ระบบเลยรวนไปหมด อาจจะต้องแก้ Core System เพื่อให้ระบบรันไปได้แม้พิการ เครื่องจักรไม่ครบ

ก็ไม่อยากโทษโรงงานเอมไพร์หรอก ก็บริษัทเขามั่นคง จะขายเครื่องมาสักเครื่อง ก็ต้องดูเครดิตคนซื้อด้วย

เราก็ทำงานกันให้เขาด่าได้จริงๆนั่นแหละ

10:02 PM

 
Anonymous jupiter said...

+++เด็กเอย เด็กน้อยความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา+++
โรงงานแห่งนี้เป็นชีวิตส่วนหนึ่งในชีวิตของพี่ ขอให้การทำงานที่นี่เป็นความทรงจำที่ดีๆๆๆๆ เพราะที่นี่มีเพื่อนพ้องน้องมากมาย แม้ไม่สวยหรูถูกใจในทุกสิ่งที่ทำ แต่สำคัญยิ่งก็คือประสบการณ์ที่ได้รับนะ

7:43 AM

 

Post a Comment

<< Home