Monday, October 03, 2005

โกร๋นบาร์เบอร์

"ช่างทำรุนแรงเหลือเกิน เกินใจของคนจะทนนนนนนนนน…” เสียงร้องโหยหวน เหมือนสุนัขปัสสาวะรดสังกะสี ของหนุ่มใหญ่เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ ดังขึ้น ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ เล่นเอา ร้อยเวรที่ประจำการแทบสำรอกของเก่าออกมาไม่ทัน หลังจากที่เสียงโหยหวนนั้นเริ่มสงบลง

ร้อยเวรก็เริ่มสอบถามความเป็นมาของการเดินต้อยๆขึ้นโรงพักมาโก่งคอขัน เอ๊ย ครวญเพลงทำลายโสตประสาทของตำรวจและบรรดาประชาชีตาดำๆบนโรงพัก ได้ความว่าเสี่ยเจ้าของอู่รถยนต์ นาม “ฟูเจริญยนต์” ที่ตอนนี้อาจต้องเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “โล้นเจริญยนต์” เพื่อให้เข้ากับทรงผมทิดสึกใหม่ ได้เข้าไปใช้บริการร้านตัดผมที่ได้ฝากกบาลไว้เป็นประจำเป็นเวลากว่าสี่ปีเข้าให้แล้ว พร้อมกับพูดเล่นกับเพื่อนเจ้าของร้านและเป็นช่างประจำตัวว่า ทำนองให้โกนหัว เจ้าตัวคงไม่คิดว่าอีตาช่างจะจัดการอุปสมบทโดยไม่มีการแห่ และเข้าโบสถ์ห่มผ้าเหลืองแต่อย่างใด ด้วยความเพลีย เมื่อนั่งเก้าอี้ตัดผมแล้ว ไม่นานก็ขอตัวไปเฝ้าพระอินทร์ ครั้นตื่นลืมตาขึ้นมาอีกที แทนที่จะได้เห็นทรงผมสุดเดิ้น (ไอ้ทรงประจำแกจริงๆแล้วก็ไม่ได้ต่างจากทรงที่เจ้าของร้านโกร๋นบาร์เบอร์ประเคนให้ท่าไหร่หรอกความจริง ก็ไอ้ทรง รองหวี เหมือนสมัยที่ผมเรียน ร.ด. นั่นแหล่ะ) กลับได้เห็นทรงทิดสึกใหม่

ทันใดนั้น อารมณ์เดือดก็พลุ่งพล่าน ประหนึ่งเด็กหนุ่มกลัดมันไว้สิบแปด และบริภาษด่าว่าเพื่อนต่างวัยผู้จัดการโกนหัวซะเกลี้ยงเกลา อย่างกับไข่ปลอก

เมื่อเจ้าของร้านโกร๋นบาร์เบอร์ ได้ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของลูกค้าขาประจำ แล้วระลึกได้ว่า ตัวเองประเคนผิดทรงให้หนุ่มใหญ่ ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา โดยเจ้าตัวบอกว่า ขำตัวเองเพราะดันตัดผิดทรง แต่หนุ่มใหญ่ผู้ได้ทรงผมใหม่ กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะไอ้เสียงหัวเราะพร้อมละอองฟองน้ำลาย ได้ฟุ้งกระจาย ฉาบหัวเหม่งของแกจนเป็นคราบเงามัน ยิ่งเท่ากับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่สุมในอกและลามขึ้นหัวของหนุ่มใหญ่ จนถึงกับกล่าวอาฆาตและแสดงเจตนาจะเอาเรื่องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

แล้วแกก็หอบเอาความแค้น พร้อมมือกุมหัวอันโล่งเตียน เดินขึ้นมาแจ้งความที่โรงพักนี่แหล่ะ

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คดีเล็กๆ ทำนองสัพเพเหระ หรือ “มโนสาเร่” (ไว้มีเวลาคราวหลังผมจะมาเล่าเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคำว่า “คดีมโนสาเร่” ตามการตีความแบบนักประวัติศาสตร์ให้ฟังครับ จำเค้ามาอีกทีจากการไปร่วมประชุมประจำเดือนโครงการวิจัยกฎหมายตราสามดวงน่ะ ขออนุญาตไปค้นรายงานการประชุมด้วยครับ ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหนของกองหนังสือและชีทที่นับวันจะท่วมหัวผมตาย ไม่ต่างจากดินที่พอกหางผมอยู่ในทุกวันนี้)

จะขโมยซีนข่าวใหญ่ทั้งข่าวศึกหมอเจ็บในกระทรวงสาธารณะสุข ฆ่ารายวันในสามจังหวัดชายแดนใต้ หรือแม้แต่การผุดมาตรการประชานิยมในนาม “มาตรการชักดาบแห่งชาติ” ที่มีแนวคิดจะให้ลูกหนี้สามารถยื่นขอให้ตัวเองล้มละลายได้ และสามารถปลดจากการล้มละลายด้วยระยะเวลาอันแสนสั้นเพียงปีเดียว ทำเอาเจ้าหนี้ผู้ที่เป็นยอดหญ้าอกสั่นขวัญหายกันทั่วหน้า ของท่านผู้นำและกุนชือรายล้อมผู้มีสมองอันแสนบรรเจิดทำนอง “คิดไปได้” และ “ทำไปได้”

ลองมามองปรากฏการณ์นี้ผ่านแว่นแห่งกฎหมายกันสนุกๆดีกว่าครับ ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายได้อย่างไร ทั้งนี้ผมขอแสดงจุดยืนก่อนนะครับว่า ไม่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินคดีเป็นเรื่องเป็นราวกันจนถึงโรงถึงศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แม้จะมีผู้ชนะตามคำพิพากษา แต่แท้จริงแล้ว แพ้ทั้งสองฝ่ายแหล่ะครับ สูญเสียทั้งเวลา สูญเสียทั้งความสัมพันธ์อันดี สูญเสียเงินทองและความรู้สึก

กว่าคนเราจะได้ร้านตัดผมพร้อมทั้งช่างตัดผมที่รู้ใจจนกระทั่งฝากฝังกบาลให้อยู่ในความดูแลได้เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ

ผมเฝ้าตระเวน ตัดร้านนั้นร้านนี้มาก็ยังไม่เคยคิดจะฝากกบาลไว้ที่ร้านไหนจริงจัง เพราะยังไม่มีร้านไหนตัดผมได้อย่าง “โดนใจ” ในราคาที่ “ยอมรับได้“ สักกะที

ฉะนั้นเมื่อคุณเจอร้านในดวงใจ ร้านที่คุณจะฝากชีวิต ฝากราศี ฝากกบาลไว้ได้ จงอย่าปล่อยให้หลุดมือไปครับ จงอย่าลืมว่า หากเป็นการแพ้เพราะไม่ได้ลงแข่ง มันน่าเสียดาย…น่าเสียยยยย ดายยยยย

ฉะนั้นการเขียนบล็อกในวันนี้ของผม ก็มีเจตนาแค่เพียงจะลองนำเอาเกร็ดหรือแง่มุมในทางกฎหมาย มาปรับเข้ากับเรื่องราวดังกล่าว ไว้เตือนใจใครหลายคนที่อาจเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ไอ้เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แหล่ะครับที่เป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว ทำความสัมพันธ์ร้าวรอนมาแล้วมากต่อมาก

โดยเราสามารถแบ่งข้อพิพาทจากเรื่องราวดังกล่าวได้ออกเป็นสองเส้นทางใหญ่ๆครับ นั่นคือ ทางแพ่งและทางอาญา

ทางแพ่งนั้น แน่นอนครับ การไปจ้างเขาตัดผมนั่นถือเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็น่าจะปรับได้เข้ากับ “สัญญาจ้างทำของ” โดยที่ผู้ว่าจ้างมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของผลงานเป็นหลัก มันต้องอาศัยฝีมือ และความไว้ใจของผู้รับจ้างด้วยในระดับหนึ่ง
สัญญาเกิดหรือยังครับ ? เกิดนานแล้วครับ มันเกิดตั้งแต่เมื่อพี่คนโชคร้าย เดินก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ ทำท่าเตรียมพร้อมจะขึ้นเขียงให้ช่างละเลงกรรไกรและแบตตาเลี่ยนบนกบาลนั่นแหล่ะครับ (ถือว่ามีการเสนอสนองต้องตรงกันแล้ว แม้จะยังไม่มีการเอื้อนเอ่ยวาจาอะไร เพราะหากดูถึงเจตนาในการก้าวเท้าเข้าไปนั่งบน “เก้าอี้ตัดผม” แล้วยังเป็นลูกค้าประจำกัน เมื่อช่างตัดผมเริ่มลงมือสนองตอบคำกิริยาอันเป็นคำเสนอนั้นแล้ว สัญญาก็เกิดแล้วล่ะครับ)

คราวนี้จะถือว่า อีตาบาร์เบอร์เซ่อซ่าคนนี้ทำผิดสัญญาหรือไม่? อันนี้ก็ต้องแปลความสัญญา หรือแปลความเจตนากันหน่อย สัญญาจะตีความอย่างไร ก็ควรต้องเคารพเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลักครับ เพราะเขามีสุภาษิตกฎหมาย (ซึ่งเป็นภาษาลาตินแต่ตอนนี้ผมจำไม่ได้ ใครจำได้ช่วยกรุณาทิ้งความเห็นไว้หน่อยครับ…ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ) กล่าวไว้ว่า “สัญญานั้นถือได้ว่าเป็นกฎหมายของคู่สัญญา” มันศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายอีกขอรับ

เพราะหากตัดสินตามกฎหมายเป๊ะๆ แต่มันขัดต่อทั้งเจตนาของคู่สัญญาทั้งสอง มันจะมีประโยชน์อันใดเล่าครับ เมื่อคู่สัญญาเขาประสงค์จะเรียกปลาวาฬว่าปลาทู แล้วทำสัญญาซื้อขายปลาทูที่เป็นปลาวาฬกัน แล้วศาลจะไปพิพากษาให้การส่งมอบปลาวาฬที่ไม่ใช่ปลาทูนั้นผิดสัญญาไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อเขาเข้าใจตรงกันว่า ไอ้ที่เรียกว่าปลาทูน่ะ หมายถึงปลาวาฬแล้วเขาก็ค้าขายอย่างนี้กันมาหลายสิบปีแล้ว

ทำนองเดียวกันครับ สำหรับความเห็นส่วนตัวผม ผมมองว่า ไอ้การที่ช่างตัดผมในข่าว จับมีดโกนไปกระซวกผมบนหนังศรีษะของลูกค้า โดยอาศัยแค่เพียงพฤติการณ์ที่ลูกค้าตะโกนถามว่า “เฮ้ย โกนหัวนี่คิดเท่าไหร่” แค่นั้น ไม่น่าจะพอนะครับ ถ้าเราลองพิจารณาจากการที่เขาตัดกันมาตั้งสี่ปีแล้ว ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยครั้งแล้ว และตัดทรงเดิมกันมาตลอด การที่อยู่ๆจะเปลี่ยนทรง และไม่ได้เปลี่ยนกันธรรมดานะครับ

พ่อคุณเล่นจะโกนกันเลย ในวัยก็ปาเข้าไปจะห้าสิบแล้วเนี่ย ไอ้ครั้นคิดว่าต้องการจะเลียนแบบพระเอกหนุ่มวิน ดีเซล หรือ ต้องการเปลี่ยนลุคส์ให้ละม้ายคล้าย กรุง ศิวิไล ก็ไม่น่าจะคิดไปได้ขนาดนั้น

ถ้าเป็นงั้นจริง ช่างตัดผมก็ควรจะต้องไต่ถาม สืบสวนทวนความให้ได้ความสัจความจริงอันเที่ยงแท้แน่นอนกันก่อน ว่า “เฮ้ย เอาจริงนะ” เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และประกอบกับการที่ หนุ่มใหญ่ลูกค้าได้นั่งลงบนเก้าอี้ตัดผม และลั่นวาจาว่า “งั้นเหมือนเดิม” ก็น่าจะเป็นที่รู้กันแล้วล่ะครับว่า ต้องการทรง ร.ด. ที่ตามข่าวเรียกว่าทรง “รองหวี” เหมือนเดิม ไม่ใช่ทิดเพิ่งสึกอย่างนี้

ดังนั้นผมเห็นว่าการกระทำของช่างตัดผมรายนี้ เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างทำของ (จ้างตัดผม) ซึ่งฝ่ายผิดสัญญาจำต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาให้แก่ฝ่ายผู้ว่าจ้าง
แต่จะคิดค่าเสียหายกันอย่างไร อันนี้จนด้วยเกล้าครับ จะไปให้เข้าร้านสเวนสันแฮร์เซ็นเตอร์เพื่อปลูกผมใหม่ ก็คงเกินไป ไม่แน่เจ้าของร้านตัดผมมันอาจจะเถียงได้ว่า “นี่อั๊วโกนให้ดีซะอีก ลื้อไม่ต้องตัดอีกตั้งหลายเดือน” (ผมว่าไม่ใช่แค่หลายเดือนหรอกครับ มีหวังมันเค้าไม่เหยียบเข้าร้านแกทั้งชาติครับทำกันอย่างนี้)

นอกจากเรื่องผิดสัญญานั่นแล้ว อีกมูลหนึ่งที่หนุ่มใหญ่โชคร้าย พอจะเรียกร้องค่าเสียหายจากการนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่อง “ละเมิด” หลายคนมองว่า เรื่องละเมิดกับสัญญาเป็นคนละเรื่องกัน แต่แท้จริงมันเป็นเรื่องเดียวกันได้ครับ ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะฟ้องได้ทั้งสองมูล ถ้าเข้าเงื่อนไขและองค์ประกอบของกฎหมายทั้งเรื่องผิดสัญญาและเรื่องละเมิด แล้วก็สามารถเลือกฟ้องมูลในมูลที่ให้ประโยชน์แก่ผู้เสียหายมากที่สุดครับ ผมไปเจอคำพิพากษาบางฉบับศาลท่านเลือกให้เองเลยก็มีนะครับ

งานนี้ผมว่าเรียกมูลละเมิดมีประโยชน์กว่า (โปรดอย่าเห็นว่าผมชี้ช่องเหมือนหนังสือพิมพ์กีฬาเสนอความเห็นว่าต่อ รอง ป.ป. (ไม่ใช่ปิ่น ปรเมศวร์แต่อย่างใด ฮา) น้ำจ้งน้ำจิ้มอะไรเลยครับ)

อย่างที่ผมว่าไว้แหล่ะครับ การคำนวณ หรือเรียกร้องความเสียหายในฐานของสัญญาค่อนข้างจะลำบาก เพราะจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขนี่ไม่รู้จะเอาฐานไหนมาวัด แต่ถ้าเป็นละเมิดล่ะ

กฎหมายเขากำหนดให้ การคำนวณค่าเสียหายนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ “พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด” อันนี้เป็นหลักการกว้างๆทั่วไปครับ แล้วแต่ดุลพินิจท่านเปาท่าน ซึ่งค่อนข้างกว้าง สามารถปรับได้อย่างยืดหยุ่น

นอกจากนั้น กรณีความเสียหายเกิดต่อร่างกาย ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน (ไม่มีตัวทองต่อท้ายนะจ๊ะ) อีกก็ได้ครับ อะไรล่ะที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็เอาเป็นพวกเงินค่าทำขวัญทั้งหลายแหล่นั่นแหล่ะครับ กรณีนี้ก็ทำให้ศาลท่านใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายได้อีกทางหนึ่งด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่เกินสมควรจนกลายเป็น “การแสวงหากำไร” จากการถูกทำละเมิดน่ะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะโกนหัวกันทั่วประเทศ ยิ่งยุคน้ำมันพ่นพิษอยู่ด้วย

หันกลับมาดูบริบททางกฎหมายอาญาบ้าง

ไอ้การโกนหัวเนี่ย เป็นความผิดฐานอะไรได้มั่งครับ

ทำร้ายร่างกาย?

สำหรับผมมันน่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย แต่เป็นบทเบาที่อยู่ในภาคลหุโทษ โทษไม่มากน่ะครับ ปรับไม่เกินพันบาท จำคุกไม่เกินเดือน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจำกันหรอกครับ เปรียบเทียบปรับได้ในชั้นพนักงานสอบสวนเลย คดีอาญาระงับไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้ท่านๆปวดกบาลกันอีก) เค้าเรียกว่า “ทำร้ายร่างกายไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ” น่ะครับ พวกฟกช้ำนิดหน่อย ตบหน้ากันเล็กๆน้อยๆ

โกนหัวก็น่าจะเข้าฐานนี้เหมือนกันนะ

ปัญหาคือ เอ…นี่ถือว่าเป็นการทำร้ายเพราะเกิดจากความ “ยินยอม” ของผู้เสียหายหรือเปล่า เพราะตามแนวปฏิบัติทั้งทางตำรา และทางศาลนั้น ยอมรับให้ความยินยอมของผู้เสียหาย เป็นบ่อเกิดที่ทำให้ผู้กระทำมีอำนาจที่จะกระทำการอันเป็นการทำร้ายร่างกายผู้ที่ยินยอมได้ (แต่มีเงื่อนไขเพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” ในการทำร้ายนั้นมากมายครับ ไว้จะขยายความให้ฟังกัน ที่สำคัญก็ได้แก่การวางหลักว่าความยินยอมนั้นต้องไม่ขัดต่อสำนึกทางศีลธรรม ฯลฯ)

ในมุมของผู้เสียหาย แน่ๆครับ “ใครจะไปยอม” เค้าคงไม่ยอมให้โกนหัวหรอกครับ
แต่สำหรับ กัลบกนั่นล่ะครับ จะอ้างว่า “สำคัญผิด คิดว่าผู้เสียหายให้ความยินยอม” ได้หรือเปล่า??

ถ้าสำคัญผิดจริง กฎหมายก็เห็นใจนะครับ แต่งานนี้จากข้อเท็จจริงผมว่าคงยากที่จะอ้างว่าสำคัญผิดน่ะครับ

นอกจากนั้น ไอ้การหัวเราะเยาะ จนน้ำลายกระเด็นไปเปรอะเปื้อนหัวโล้นโกนเหม่งดังกล่าว ท่าทีเยาะเย้ย ยั่วยวนดังกล่าว ทำให้กัลบกหนุ่มใหญ่มาก ถูกปรับในความผิดฐาน “ดูหมิ่นซึ่งหน้า” ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในภาค “ลหุโทษ” ซึ่งถ้าผู้ถูกกล่าวหายอมที่จะจ่ายค่าปรับในจำนวนสูงที่สุด (พันนึงนั่นแหล่ะ) คดีอาญาก็ระงับไปครับ เดินลงโรงพักกันไป

ล่าสุดวันนี้ผมรู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรู้ว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตกลงยอมความจูบปากกันแล้วอย่างชื่นมื่น นี่แหล่ะครับ อย่างที่ผมบอก กว่าเราจะหาช่างรู้ใจ รู้จักผมทุกเส้น รูขุมขนทุกรู ขวัญทุกขวัญ รังแคทุกเม็ด เห็บเหาทุกตัวบนกบาลเรา และรังสรรค์งานศิลป์บนหัวเราได้อย่างถูกอกถูกใจเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะปล่อยให้เรื่องขี้ผงนี้ทำลายความสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้ไป มันน่าเสียดายครับ

แต่ถ้าคราวหน้าไปใช้บริการอีก แล้วอีตานี่ยังทะลึ่งโกนหัวล้านเตียนเหม่งให้ พี่เจ้าของอู่ “ฟูเจริญยนต์” อีกล่ะก็

สงสัยพี่แกต้องครวญเพลง “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยยยยยยยยยยยยยยย” ขึ้นโรงพักอีกทีแล้วล่ะครับ แล้วเชื่อว่าวันนั้นคงไม่ชื่นมื่นอย่างวันนี้แน่ๆ เตรียมห้องพิจารณาคดีไว้เลยครับ ท่าจะให้ดี เอาห้องข้างๆ คดี”สนธิบาทเดียว” นะครับ คงมันส์พิลึก

10 Comments:

Blogger ratioscripta said...

วันนี้ตำแหน่งของบทความในบล็อกของผมดูแปร่งๆไป

ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ครั้งแรกที่โพส พบเจอความผิดพลาดในทางอักขระวิธีหลายประการ ก็เลยตัดสินใจ edit post แต่พอเข้าหน้า edit แล้ว ตำแหน่งแห่งที่มันก็เลื่อนไปหมด จะจัดหน้าอย่างไรก็ไม่เข้า

ผมเลยตัดสินใจปล่อยมันไว้งี้ก่อนแล้วกันนะครับ

หวังว่าคงไม่เสียสายตาผู้อ่านมากมายนัก มีแรงแล้วจะมาแก้ไข หรือไม่ก็โพสใหม่มันเลย

11:08 AM

 
Anonymous นกซิลล่า said...

เป็นข้อสงสัยมานานแล้ว

ผู้ชายหลับได้อย่างไร
ตอนตัดผมอ่ะ
หรือว่ามันเพลินนนคะ
งง

8:08 PM

 
Blogger บุญชิตฯ said...

ไม่เคยตื่นเลยตอนตัดผมเลย เสียวกบาลวูบ

ถ้าไปเจอ "ช่าง(หัวของ)มันฉันไม่แคร์" แบบนี้ เห็นทีจะไม่ไหว

เรื่องช่างตัดผมซี้ซั้วโกนเนี่ย อ่านเจอบ่อยๆ ในพล นิกร กิมหงวน ไม่คิดว่าจะเจอจริงๆนาเนี่ย

แต่ลูกเล่นสำนวนบรรยายข่าวเนี่ย ไปอ่านข่าววิทยุเอเอ็ม ประเภทอ่านข่าวให้ชาวบ้านฟัง หรือจัดรายการเพลงลูกทุ่งได้สบายๆเลยนะเนี่ย
(เพลงวัยรุ่นคนจัดต้องไม่ค่อยฉลาด อาศัยแหกปากเอา อันนี้ท่านคงทำไม่ได้)

11:09 PM

 
Blogger Crazycloud said...

เป็นเรื่อง ฮา มากๆ เห็นข่าวแล้ว เขาบอกว่า ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่คงสนิทกันมากเลยเล่นเลยเถิก กลายเป็นโล้นเลี่ยนไปเลย

งานนี้มีเคือง แต่ก็ดีครับ เพราะหากจูบปากกันได้ จะได้หลีกขั้นตอนทางกฎหมายอันแสนยุ่งยาก

อย่างงี้ยอมหัวโล้น ดีกว่าขึ้นศาล

กว่าคณะจะเสร็จ ผมก็ยาวถึงตาตุ่มแล้ว

1:00 AM

 
Blogger Crazycloud said...

คณะ เปลี่ยนเป็น คดี

1:00 AM

 
Anonymous yodmanud^ying said...

โห เรื่องตัดผมนี่เราโดนละเมิดประจำเลยค่ะ ไม่ถึงกับโล้นเลื่ยนแต่ความทรมานใจพอๆกัน ฮ่าๆ เพิ่งรู้นะว่าฟ้องได้

คราวหน้านะ ฮึ่มมมมม

4:44 AM

 
Blogger ratioscripta said...

ใจเย็นๆครับพี่หญิง (ฮา)

เดี๋ยวจะไปฟ้องจริงๆ (ผมรู้หรอก พี่หญิงใจดี๊ใจดีจะไปฟ้องใครลง) คือถ้าจะฟ้องได้มันต้องชัดเจนว่าเป็นการละเมิด คือ การจงใจ หรือประมาทเลินเล่อการะทำการให้เกิดความเสียหาย แก่ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ฯลฯ หรือสิทธิทั้งหลายนั่นแหล่ะครับ

กรณีตัดผม น่าจะเป็นเรื่องของการละเมิดต่อร่างกาย ซึ่งไอ้การตัดผมแล้วจะทำให้ถึงขนาดละเมิดแก่กายได้เนี่ย มันต้องประมาณนี้ล่ะครับ คือ จับเค้าโกนหัว คงไม่ใช่แค่ตัดผิดทรง หรือตัดไม่ถูกใจแค่นั้น

ส่วนเรื่องผิดสัญญา มันก็ต้องชัดว่า ตัดทรงไหน คือ ถ้ามันตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ช่างเข้าใจแน่ๆ อาจต้องมีข้อเท็จจริงอื่นประกอบ เช่น ตัดกันมาตั้งนานนมกาเล ทรงเดิมมาตลอด แน่นอนมันต้องรู้แน่ๆว่าจะต้องตัดยังไง แล้วยังอุตสาห์ตัดกันคนละทรงเลย เช่น ให้เล็มๆ พวกล่อซะกุด อะไรแบบนั้น

ทำนองนั้นครับผม

เอาเป็นว่าแค่ ไม่เดินเข้าร้านเค้าอีกต่อไป ก็น่าจะเป็นการลงโทษที่พอเหมาะพอควรแล้วแหล่ะ

เว้นแต่เป็นตามข่าว...เอาอะไรไปปาหน้าร้านอีกสักดอกก็คงสวย (ฮา ล้อเล่นนะจ๊ะ)

6:38 AM

 
Blogger Tanusz said...

ตอนเด็กๆเคยไปตัดผมแล้วหลับ เจอช่างตัดผมเอาแบตเตอร์เลี่ยนเคาะหัวปลุกให้ตื่น แบบเคาะอย่างแรงจนหัวโน ผมยังแค้นมาจนถึงทุกวันนี้ น่าจะไปฟ้องกะเค้ามั่ง

10:07 PM

 
Blogger sweetnefertari said...

เคยไปตัดผม แล้วบอกเค้าว่า "เอาออกนิดเดียว" แต่มันตัดซะเหลือนิดเดียวเลย แบบว่าเป็นรองทรงเลยครับ

บอกเค้าว่า "พี่สั่นไป" มีการมายืนชื่นชมกันทั้งร้านเลยว่า "ไม่สั้นหรอก สวยออก ผมน้องเนี่ย ดี๊ดีนะคะ" เลวจิงๆ

ตัวยิ่งใหญ่ๆอยู่ แมนไปสามเดือนเลยครับ กว่าจะยาว

9:32 AM

 
Blogger sweetnefertari said...

เพิ่งรู้เหมือนกันนะเนี่ย ว่าฟ้องได้

ฮึ่ม...

9:33 AM

 

Post a Comment

<< Home