Tuesday, October 18, 2005

อาลัยสามัญชน ผู้ยิ่งใหญ่



"ชีวิต ปลิดปลิว ง่ายนัก
รู้จัก เพียงครู่ จู่หาย
เดี๋ยวอยู่ เดี๋ยวลับ วางวาย
กลับกลาย คืนสู่ ผืนดิน


อำลา ลาลับ ลาแล้ว
เรือแจว ลำน้อย คอยฝั่ง
ลาลับ อับปาง ลำพัง
ความหลัง ฝังอยู่ ในใจ


น้อมส่ง วิญญาณ พานพบ
ประสบ ร่มเย็น เห็นวิถี
สมค่า คุณงาม ความดี
ทวี พรทอง คำใบ"


วันนี้เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกหดหู่กับข่าวร้ายรับยามเย็นเมื่อก้าวเข้าประตูบ้าน เปิดอินเทอร์เน็ต พร้อมดูข่าวยามเย็นกับหญิงผู้เป็นแม่

เสียงผู้ประกาศข่าวกำลังนำสาร สู่ผม…สารที่ผมไม่อยากให้เกิด ถึงเกิดก็ยากที่จะยอมรับ
ข่าวการจากไปของอาจารย์ที่เคารพรักท่านหนึ่ง

แม้ผมจะเคยได้สนทนากับท่านนับคำได้ เจอท่านนับครั้งได้

และแม้ท่านจะใช้เวลาอยู่นานในการนึกถึงชื่อของผม ยามเมื่อได้เจอกันครั้งสุดท้าย ในงานวันรับปริญญาของผมที่ธรรมศาสตร์ ต้นสิงหาปีนี้

อาจารย์จากไปด้วยความปัจจุบันทันด่วน เกินกว่าที่ญาติสนิทมิตรสหาย รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหา ไม่ว่าจะชั้นใกล้ หรือไกลห่างอย่างผมจะทำใจรับได้…ด้วยวัยเพียงห้าสิบห้าปี

ความสมถะ เรียบง่าย รอยยิ้มที่เป็นกันเอง หัวจิตหัวใจของศิลปิน ความมุ่งมั่นมาดมั่นในงานที่รับผิดชอบ และผลงานที่ประจักษ์ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจ และชื่นชมในตัวท่านนับแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส

ท่านจากไปด้วยอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัย

พวงมาลัยที่บังคับรถขนส่งประจำทางสายสามสิบ…ที่เบรคแตก

ตรงแยกเกียกกาย

เขาคงไม่รู้หรอกว่า ความไม่ระมัดระวังในการตรวจสอบสภาพรถก่อนนำออกปฏิบัติงาน เพียงแค่ครั้งเดียวของเขา…ได้พรากอะไรไปจากโลกใบนี้บ้าง

แม้ว่าความตายจะเป็นสัจจะข้อหนึ่งที่มนุษย์ต้องยอมรับ แต่อาการจากไปของอาจารย์ก็ยากยิ่งที่จะทำใจรับได้ อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้ใน “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”ว่า ท่านไม่อยากตายแบบโง่ๆ และหนึ่งในการแบบโง่ๆของท่านคือ “อุบัติเหตุรถยนต์” ความตายแบบโง่ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมนี้


แต่จะเรียกร้องอะไรได้เล่า…

แม้อาจารย์จะจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่ผลงานของอาจารย์จะยังอยู่คู่ปฐพีดินเมืองไทยไปตราบนานเท่านาน

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายปวง ในสากลโลก โปรดนำพาดวงวิญญาณของอาจารย์ไปสู่สัมปรายภพ ด้วยอาการสุข สงบ สดใส สมกับคุณงามความดี และผลงานที่ท่านได้สะสมมาตลอดชีวิตอันเรียบง่ายของท่าน

อีกหนึ่งในนิยามสามัญชน ผู้ยิ่งใหญ่ของผม

“ทวีพร ทองคำใบ”

6 Comments:

Anonymous POL_US said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

8:54 AM

 
Anonymous นกซิลล่า said...

อ่านข่าวแล้ว
ตกใจเหมือนกัน

ยิ่งรู้ว่าท่านทำคุณประโยชน์แค่ไหน
ยิ่งใจหายเท่านั้น

ขอให้ท่านไปสู่ชาติภพที่ดีค่ะ

5:50 PM

 
Blogger Crazycloud said...

มรณานุสติสำหรับผู้ยังคง

พรหมวิหารคือที่สถิตย์ ของผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ไม่ว่ายามยังหรือยามล่วงลับ

ความตายไม่ใช่การแตกดับ หากคือการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เนื้อหนัง ไหลเวียนอยู่ในอ้อมอกแม่ คือ ธรรม

ความตายหากเพ่งพินิจอาจกลายเป็นความงาม อันสมบูรณ์ของชีวิต เป็นพลังให้กับคนที่อยู่ได้สืบสาน คืบคลานในมรรควิถีศิวิไล

ขอยกถ้อยคำก่อนตาย อันงดงาม ของจวงจื่อมาเล่าสู่
เพื่อกำหนดรู้ สำนึก และเติบโตทางวิญญาณร่วมกัน

"ฟ้าและดินจักเป็นเสมือนโลงและฝาโลงที่รองรับข้า

ดวงตะวัน จันทรา จักตกแต่งแคร่หาม

สรรพสัตว์ทั้งหลายจักร่วมเป็นสักขีพยานอยู่ใกล้ๆ

แล้วข้าจักต้องการอะไรมากไปกว่านี้เล่า ?"

(จากหนังสือ มรณกรรมที่งดงาม)

11:31 PM

 
Blogger บุญชิตฯ said...

ตอนอ่านข่าวไม่รู้ว่าเป็นใคร ยังใจหายและรู้สึกอึ้งๆ
เพราะรู้สึกว่าคนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย และสมถะเช่นนี้ น่าจะได้รับวาระสุดท้ายที่สงบกว่านี้

พอมารู้ว่าเป็นคนรู้จักของคนในแวดวงยิ่งสลดลงไปใหญ่

พลันก็รู้สึกว่า หรือสภาพชีวิตใน "เมือง" ใหญ่

ไม่ต้องการวิถีชีวิตแบบนี้

และที่ผมสงสัย

คือ เรากำลังพูดกันแต่เมก้าโปรเจค รถไฟใต้ดิน สีม่วง สีส้ม สีดูหุ้ม

แต่ไม่มีใครพูดถึงเครื่องจักรสังหารที่เรียกว่ารถร่วมเลย ว่าราจะจัดการกับมันอย่างไร

และ ผ.อ. ขสมก. นั่งทำงานสบายดีหรือ ? เมื่อมีคนตายกี่ศพต่อกี่ศพมาแล้วก็ไม่รู้จากรถเมล์และรถร่วม ในสมัยของเขา

งานแบบนี้คนหน้าบางทำไม่ได้นะเนี่ย...

12:02 AM

 
Anonymous คนชายขอบ said...

ขอแสดงความเสียใจด้วยคนค่ะ

8:46 AM

 
Anonymous โอตากะซัง said...

เสียใจ...สู่สุคติครับ

12:14 PM

 

Post a Comment

<< Home